

‘กรมเจรจาฯ’ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสการค้าสินค้าและการค้า บริการ ด้วย FTA ไทย-เปรู ซึ่งสรุปผลการเจรจาทั้งหมดได้แล้ว เมื่อกลางปีที่ผ่านมา รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสใน การขยายธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ ตั้งเป้าให้เปรูเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การค้า สำคัญ รุกตลาดภูมิภาคอเมริกาใต้
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเรื่อง “ขยายโอกาสการค้าในอเมริกาใต้ จาก FTA ไทย-เปรู” เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและ เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการรุกตลาดเปรูและภูมิภาคอเมริกาใต้ หลังจากที่ ไทยและเปรูได้บรรลุข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับสมบูรณ์ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และส่งเสริมให้เกิดการ เชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ รวมทั้งขยายโอกาสการค้าสินค้าและบริการไทยในเปรูและภูมิภาค อเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจากประธานสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา (นายสุภกิจ วรรณบูรณ์) เป็นผู้แทนของภาคธุรกิจที่มี ประสบการณ์ในการทำธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์การ เจรจาการค้าและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค
นางขวัญนภา กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่เหลือร้อยละ 30 ใน ด้านการเป็นตลาดส่งออกใหม่ เปรูจะเปิดตลาดให้ไทย 1,766 รายการ อาทิ เนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์ และชิ้นส่วน ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบทางเลือกเพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปิด ตลาดให้เปรู 3,204 รายการ อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยานยนต์ เนื้อสัตว์ ปลาบางรายการ และปลาป่น สำหรับการเปิดตลาด การค้าบริการ ไทยจะเปิดตลาดให้เปรูสามารถถือหุ้นธุรกิจบริการได้บางสาขา อาทิ บริการให้คำปรึกษาและบริหารจัดการ ทั่วไป บริการก่อสร้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่เปรูจะเปิดตลาดให้ไทยถือหุ้นได้ 100% เกือบทุกสาขาบริการ ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก คือ เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและการส่งสินค้าไปเปรูมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ ค่อนข้างสูง
นางขวัญนภา เพิ่มเติมว่า ความตกลง FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทย มีศักยภาพ อาทิ รถยนต์ ตู้เย็น และเวชภัณฑ์ รวมถึงภาคบริการของไทย อาทิ บริการกฎหมาย ก่อสร้าง วิศวกรรม และการ ท่องเที่ยว อีกทั้งการเปิดใช้ท่าเรือชานไคของเปรูในช่วงปลายปี 2567 ยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเอเชีย รวม ไทยไปยังเปรูได้ประมาณ 10-12 วัน ซึ่งท่าเรือดังกล่าวจะถูกยกระดับให้เป็น “Hub” ในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศ เพื่อนบ้านของเปรู อาทิ บราซิล โบลิเวีย และโคลอมเบีย
ทั้งนี้ เปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมทั้งเป็นคู่ค้า อันดับ 60 ของไทยในโลก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยและเปรู มีมูลค่า 358.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 39.55 โดยไทยส่งออกไปเปรู มูลค่า 256.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ไทยนำเข้าจากเปรู มูลค่า 102.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่อง ซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่ แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่นๆ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
--------------------------------
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์
28 กันยายน 2569