

“พาณิชย์” ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน นัดแรกของปี 69 ยืนยันร่วมรับมือการค้าโลก ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยออกแถลงการณ์รัฐมนตรีเศรษฐกิจ มุ่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รักษาตลาดยึดมั่นกฎเกณฑ์การค้าที่เปิดกว้าง และเร่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวสูงกว่าโลก ไทยชี้ให้เสริมบทบาทอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ไว้วางใจได้
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยอาเซียนแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานโลก
นายเอกฉัตร กล่าวว่า อาเซียนได้ออก “แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน” โดยจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยยังคงเป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันอาเซียนจะต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร และพลังงาน ผ่านโครงการ ASEAN Power Grid และ Trans-ASEAN Gas Pipeline รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน โดยได้รับรองเป้าหมายเศรษฐกิจของปี 2569 จำนวน 9 เรื่อง อาทิ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาสู่ตลาดดิจิทัลเพื่อปูทางสู่การเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่ของโลก การเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอาเซียนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาค และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน MSMEs ของอาเซียน
นายเอกฉัตร กล่าวเสริมด้วยว่า เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 จะยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 4.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และแนวทางการรับมือ โดยชี้ให้เห็นว่า “ความเชื่อมั่น” จะเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนใหม่ในปัจจุบัน โดยจะต้องย้ำบทบาทของอาเซียนในฐานะ“ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้” สำหรับการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค
-------------------------------------------
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์
31 มีนาคม 2569