

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 5 (5th Thailand-Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA JC) และการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 (2nd Strategic Economic Dialogue) (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้ FTA ไทย-ออสเตรเลีย และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (หรือเซก้า) ที่ต่อยอดจาก FTA ดังกล่าว
นางสาวโชติมาฯ กล่าวว่า ในการประชุม TAFTA JC ครั้งที่ 5 ไทยและออสเตรเลียได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการภายใต้ TAFTA ต่าง ๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของทั้งสองฝ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในฐานะคู่ภาคีของ FTA ที่มีผลใช้บังคับมาแล้วมากกว่า 20 ปี และเป็น FTA ฉบับแรก ๆ ของไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของความตกลงฉบับนี้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้าในยุคใหม่ต่อไป
อีกทั้ง ในวันเดียวกัน ตนยังได้เข้าร่วมการประชุม SED ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้ MoU เซก้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณีภายใต้ TAFTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขาความร่วมมือ เช่น เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงาน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ประชุมฯ ได้แสดงความยินดีต่อผลสำเร็จของการดำเนินความร่วมมือตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และได้แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันต่อกระแสเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน เช่น การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับต่อความท้าทายในอนาคต
นางสาวโชติมาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในระหว่างเดินทางเข้าร่วมการประชุมข้างต้น ตนมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Anoulack Chanthivong รัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรมและการค้าแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ และคณะผู้บริหารของหน่วยงานด้านการลงทุนของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Investment NSW) พร้อมกับนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ โดยได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจและสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลงทุนที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญ ในภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐมนตรี Anoulack ยังได้ชักชวนการลงทุนจากไทยในออสเตรเลียด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงด้วย
สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2568 ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 17,364.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 6,718.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 12,041.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 5,323.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ อนึ่ง การลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่มีการลงทุนของไทยในออสเตรเลีย เช่น เหมืองถ่านหิน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
-------------------------------------------
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์
31 มีนาคม 2569