
ทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ความตกลงค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ยุคใหม่
1. สาระสำคัญ
ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Trade-related issue) ที่มักถูกรวมในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) เพื่อวัตถุประสงค์ในการยกระดับการคุ้มครอง (Intellectual Property rights Protection) และการบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Enforcement of Intellectual Property rights) โดยความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นพื้นฐาน คือ ความตกลงด้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ “TRIPS Agreement : Trade Related Aspects of Intellectual Property Rights) ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานการคุ้มครองขั้นต่ำ (minimum standard) ของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การออกแบบผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตร การคุ้มครองข้อมูลที่ไม่เปิดเผย (ความลับทางการค้า) รวมถึง มาตรฐานการบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญาพื้นฐาน และมาตรการ ณ จุดผ่านแดน
นอกจากนี้ ภายใต้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization : WIIPO) ยังมีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคุ้มครองและบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม (Paris Convention for the Protection of Industrial Property) อนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention) สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty : PCT) พิธีสารมาดริดว่าด้วยการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ (Madrid Protocol) สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (WIPO Copyright Treaty : WCT) สนธิสัญญาการแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WIPO Performances and Phonograms Treaty : WPPT) เป็นต้น
2. ภาพรวมประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาใน FTA
ปัจจุบัน ความตกลง FTA ของไทยที่ระบุการคุ้มครองและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญาไว้ มีจำนวนทั้งสิ้น 5 ฉบับ ประกอบด้วย
(1) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP)
(2) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA)
(3) ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Economic Partnership : AJCEP)
(4) ความตกลง อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia New Zealand Free Trade Area: AANZFTA) และ
(5) ความตกลง การค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement : TAFTA)
ในภาพรวม ข้อบททรัพย์สินทางปัญญาใน FTA ทั้ง 5 ฉบับข้างต้น มีเนื้อหามุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเจ้าของสิทธิ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ โดยมีความตกลง TRIPS Agreement และความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพื้นฐาน ครอบคลุมทุกประเภททรัพย์สินทางปัญญา โดยบางฉบับมีการกำหนดประเด็นที่ต่อยอดจากความตกลง TRIPS Agreement ในเรื่องการคุ้มครองและบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
3. ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ ๆ ใน FTA ยุคใหม่
ในปัจจุบัน ความตกลงการค้าเสรียุคใหม่ เช่น ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศคู่เจรจา ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรปกับประเทศคู่เจรจา (EFTA) ความตกลงระหว่างแคนาดากับประเทศคู่เจรจา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ไทยเริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี ได้ยกระดับการคุ้มครองและบังคับใช้ IP เพื่อคุ้มครองผู้ทรงสิทธิและสร้างความสมดุลที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้ประโยชน์ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมทางความคิดของภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
มีสาระสำคัญ ดังนี้
3.1 การเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา
FTA ยุคใหม่ กำหนดให้ประเทศสมาชิกเข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่านการให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติ (ratification or accession) หรือกำหนดให้ปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณีของความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยความตกลงฯ ที่น่าสนใจ และเป็นความตกลงฯ ที่ประเทศคู่ค้าของไทยให้ความสำคัญและประสงค์ให้ระบุเป็นเงื่อนไขในข้อบททรัพย์สินทางปัญญา เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) สนธิสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยการฝากเก็บจุลินทรีย์เพื่ออำนวยความสะดวกกระบวนการจดสิทธิบัตร (Budapest Treaty) สนธิสัญญา WCT และ WPPT เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความคาดหวังของประเทศคู่เจรจาว่าระบุความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาใดบ้าง
3.2 การคุ้มครองข้อมูลความลับทางการค้าที่เกินกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของความตกลง TRIPS Agreement
โดยหลักการพื้นฐานของ TRIPS Agreement ได้กำหนดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลความลับทางการค้า โดยให้สิทธิกับผู้คิดค้น/ ผู้สร้างสรรค์ในการได้รับความคุ้มครองข้อมูลความลับทางการค้าที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ใน FTA ยุคใหม่ ได้มีการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลความลับ โดยเฉพาะกับสินค้ายา ที่บริษัทยาต้นแบบ จะได้รับความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยา (Clinical Trial information) ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 5-8 ปี ขึ้นอยู่กับระดับความคาดหวังของคู่เจรจา)
3.3 การขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรเนื่องจากความล่าช้าของกระบวนการขึ้นทะเบียนยา
มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรในกรณีที่หน่วยงานรับผิดชอบการขึ้นทะเบียนยาดำเนินการล่าช้า ซึ่งกระทบกับระยะเวลาในการคุ้มครองสิทธิบัตรที่ควรได้รับตามปกติ โดยจะกำหนดระยะเวลาที่จะชดเชยตามแต่ระดับความคาดหวังของคู่เจรจา เช่น ขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรชดเชย 3 – 5 ปี ตามแต่ระยะเวลาของความล่าช้าในกระบวนการขึ้นทะเบียนยา เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องยอมรับทุกข้อเสนอการคุ้มครองของประเทศคู่เจรจา โดยยังสามารถพิจารณายอมรับหลักการที่เหมาะสมกับบริบท และสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการของไทยได้สูงสุด
4. แนวทางการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับประเทศคู่เจรจาในอนาคตของไทย
ไทยควรพิจารณาความพร้อมภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถกำหนดระยะเวลาปรับตัวที่เหมาะสม รวมถึงการเจรจาเพื่อขอข้อยกเว้น/ ข้อยืดหยุ่น ในบางประเด็น ซึ่งจะสอดรับกับระดับความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการภายในประเทศให้ได้ประโยชน์จากข้อบททรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด
ทั้งนี้ ในระหว่างการเจรจา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงภาคประชาชน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด รวมถึงไม่กระทบกับการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศ
**************
สำนักยุโรป
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
สิงหาคม 2565