<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Press Relase]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ หารือสหรัฐฯ หนุนการค้าการลงทุน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นโอกาสใหม่ๆ ด้านธุรกิจ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15028</link>
<guid isPermaLink="false">e249635337dba74d27df1898ae83f542</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026091846e23d9a339c55575d67b3c51600eca2114002.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p>วันที่ 16 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การ ต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา นำโดยนาง Kelly Coldiron รองผู้ช่วยรัฐมนตรีด้าน เอเชีย และรักษาการผู้อำนวยการบริหารโครงการ SelectUSA (Deputy Assistant Secretary for Asia and Acting Executive Director Of SelectUSA, U.S. Department Of Commerce) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมด้วย</p>

<p>ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือคือการสร้างมิติใหม่ของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี โดยไทยได้ขอให้สหรัฐฯใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานที่ไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะ รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐอเมริกา ในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสองประเทศ และการเปิด ช่องทางให้เอกชนไทยในระดับ SME ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี่ของสหรัฐเพื่อพัฒนาการผลิต</p>

<p>ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อ เป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ โดยมีผู้บริหารจากภาคเอกชนไทยที่มีการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ เข้าร่วมเพื่อเปิด โอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสใหม่ๆด้านธุรกิจ</p>

<p style="text-align: center;">-----------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
18 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026091846e23d9a339c55575d67b3c51600eca2114002.jpg' type='image/jpg' length='117063' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘เอเปค’ เดินหน้าการค้ายุคดิจิทัล ดัน AI หนุนการค้า พร้อมรับมือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15027</link>
<guid isPermaLink="false">6411241c11c01af656ace3df4f215d43</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202609180dcd5dce552a7005ade61e886080f5fb105207.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;กรมเจรจาฯ&rsquo; เผยผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุนของเอเปค ครั้งที่ 3 ที่จีน เดินหน้าความร่วมมือเพื่อเตรียมพร้อมรับการค้าในยุคดิจิทัล ทั้งการนำ AI ใช้สนับสนุนการค้า การพัฒนากติกา การค้าที่สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ และการรับมือกับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จำหน่ายผ่านช่องทาง ออนไลน์ ช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ผู้แทนกรมได้เข้าร่วมการ ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment: CTI) และการประชุมที่ เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 17-28 สิงหาคม 2569 ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อหลักของการเป็น เจ้าภาพเอเปคของจีนในปีนี้ &ldquo;Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together&rdquo; ซึ่งมุ่งผลักดัน 3 ประเด็น สำคัญ ได้แก่ การเปิดกว้าง (Openness) นวัตกรรม (Innovation) และความร่วมมือ (Cooperation)</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้สนับสนุนการค้าและการลงทุน โดยสมาชิกได้แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาขีดความสามารถ และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค นอกจากนี้ เอเปคยังเดินหน้าศึกษาการ พัฒนาข้อบทที่สนับสนุนการใช้ AI ในความตกลงการค้าเสรีและความตกลงการค้าระดับภูมิภาคในอนาคต ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) เพื่อ เตรียมกติกาการค้าให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ยังผลักดันการจัดตั้ง Asia-Pacific AI Center เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนาทักษะและความปลอดภัยด้าน AI ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและ องค์ความรู้ระหว่างสมาชิก</p>

<p>อีกประเด็นที่เอเปคให้ความสำคัญ คือ การรับมือกับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน ซึ่งมี ความท้าทายเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สมาชิกจึงได้หารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อป้องกันและรับมือกับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะเดินหน้าหารือและ พัฒนาความร่วมมือในเรื่องนี้ต่อไป</p>

<p>&ldquo;ความคืบหน้าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของเอเปคต่อการค้าในยุคดิจิทัล ทั้งการพัฒนา กติกาที่รองรับ AI การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและการเสริมสร้างความร่วมมือด้านทรัพย์สินทาง ปัญญา ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การค้าและการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น&rdquo; นางสาวโชติมากล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ เอเปคหรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยปี 2568 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปค มีมูลค่า 494,646.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 72.26 ของ การค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปยังเอเปค มูลค่า 237,581.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเอเปค มูลค่า 257,064.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
17 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026091867b417b84b2f50e10d9fd0b9aaa5cfd8105028.jpg' type='image/jpg' length='112508' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ ร่วมเวที ‘Belt and Road’ ที่ฮ่องกง ชูแนวคิด ‘กระจายการค้า-ขยายพันธมิตร-เสริมแกร่งเอสเอ็มอี’ เป็นแกนหลักเศรษฐกิจโลก]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15025</link>
<guid isPermaLink="false">ff62bad849dd3e48249bfa7214316a39</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202609166863e67f0629bfcf9040e228f5a3b587162622.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; ร่วมเวที &lsquo;Belt and Road&rsquo; ครั้งที่ 11 ที่ฮ่องกง ชูแนวคิด &lsquo;กระจายการค้า-ขยายพันธมิตร-เสริม แกร่งเอสเอ็มอี&rsquo; ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ประตูสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า FTA ไทย-ศรีลังกา คาดมีผลใช้บังคับต้นปี 70 เล็งส่งเสริมการลงทุนและช่องทางการค้าขยายตลาดฮ่องกง</strong></p>

<p>ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุม Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน ที่ผ่านมา ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดโดย ฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคธุรกิจกว่า 6,000 คน และระดับรัฐมนตรีจากหลาย 10 ประเทศ เพื่อ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือต่างๆ และแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน ในโอกาสนี้ ได้ร่วมเสวนา เชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ในหัวข้อ &ldquo;Building Resilient Trade and Investment Frameworks in a Diverse Global Landscape&rdquo; ซึ่งได้เน้นย้ำความสำคัญที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกระจาย ความหลากหลาย (Diversification) ผ่านการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเข้า การ ส่งออก และการลงทุน 2) การสร้างความร่วมมือ (Cooperation) ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 3) การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (Inclusivity) เพื่อเสริมศักยภาพให้ MSMEs สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างราบรื่น</p>

<p>ดร. กิริฎา เพิ่มเติมว่า ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งรัฐกาตาร์ (H.E. Dr. Ahmad Mohammed Al-Sayed) โดยเห็นว่าสองประเทศสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้ อาทิ SMEs การค้าดิจิทัล และ Medical Care รวมทั้งไทยยินดีที่จะส่งออกสินค้าศักยภาพไปยังประเทศอื่นๆ และพร้อมสร้างความร่วมมือและขยาย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ซึ่งกาตาร์จะเป็นประตูการค้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ สองฝ่าย เห็นควรให้มีการหารือร่วมกันในระดับเจ้าหน้าที่ ถึงแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป</p>

<p>ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนา สหกรณ์ของศรีลังกา (H.E Wasantha Samarasinghe) โดยไทยได้ติดตามความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ฝ่ายศรีลังกาแจ้งว่า อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการกระบวนการภายในประเทศ และคาดว่า FTA ดังกล่าวจะมีผลใช้ บังคับได้ภายในต้นปี 2570 รวมทั้งต้องการที่จะสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาอาหาร โดยไทยแจ้งว่าไทยมีศักยภาพใน อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จึงเห็นว่าสองประเทศอาจสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้</p>

<p>สำหรับการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฮ่องกง (H.E. Paul Chan Mo-po) ได้เห็นถึงโอกาสในการ ส่งเสริมการลงทุน การใช้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าต่างๆ ตลอดจนมาตรการสนับสนุน SMEs และช่องทางการขยาย ตลาด จึงเห็นว่าควรส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะ &ldquo;Co-creation&rdquo; และมุ่งเน้นตลาดหรืออุตสาหกรรมที่เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ &ldquo;T-Beauty&rdquo; และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังหารือถึงความ ร่วมมือด้านการเงิน การศึกษา และธุรกิจการบิน ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพในระดับโลกและพร้อมให้การสนับสนุนไทย ขณะที่ ไทยมีศักยภาพด้านการบริการทางการแพทย์ และ Wellness รวมถึงการท่องเที่ยว</p>

<p></p>

<p style="text-align: center;">-----------------------------------------</p>

<p></p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
16 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260916e6417ba5c38cdc9f2fdae06d2bdb8ace162516.jpg' type='image/jpg' length='93625' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ ปลื้ม! คว้า“รางวัลเลิศรัฐ” ปี 2569 ตอกย้ำความสำเร็จองค์กรด้านคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 ระดับก้าวหน้า]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15024</link>
<guid isPermaLink="false">79d29f5430800c4792f29aeae68c9093</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260915b839433ddb63c807b2be5ecdf68c8627143324.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปลื้ม! คว้ารางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0) ระดับ ก้าวหน้า ปี 2569 สะท้อนการเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง ที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลต่อเนื่อง มีการ บริหารงานที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ย้ำ! เดินหน้าพัฒนาการทำงานต่ออย่างไม่หยุดยั้ง</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ เป็นหน่วยงานภาครัฐด้านคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 ที่มีการบริหารงานที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงถึงกัน มีขีดสมรรถนะสูง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยคว้ารางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0) ระดับก้าวหน้า (Advance) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล ในพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า กรมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้ โดยรางวัล ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถการปฏิบัติราชการ ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลมาอย่าง ต่อเนื่อง ตอบสนองวิสัยทัศน์กรม &ldquo;ขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ครอบคลุม 80% ของ การค้าไทยกับโลก ภายใน 2570&rdquo; โดยมีกลยุทธ์การขับเคลื่อนหลัก &quot;DTN- I3&quot; (Innovation Involvement Integrity) ที่มุ่ง สร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงานพัฒนาการให้บริการ สร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการทำงานที่ โปร่งใส ซึ่งสะท้อนต่อการเป็นระบบราชการ 4.0</p>

<p>สำหรับในมิติด้านการสร้างระบบราชการที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน กรมได้บูรณาการฐานข้อมูลการค้าเพื่อลด ความซ้ำซ้อนผ่านระบบคลังข้อมูลทางการค้าของไทย หรือ &ldquo;Thailand NTR&rdquo; ที่รวบรวมและเชื่อมโยงมาตรการทางการค้า มาตรการที่มิใช่ภาษี และกฎระเบียบร่วมกับหน่วยงานภาครัฐจากกระทรวงต่างๆ ไว้ ณ จุดเดียว อำนวยความสะดวกให้ ผู้รับบริการสามารถหาข้อมูลได้ง่าย (one stop service) ขณะที่ด้านขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย กรมมุ่งขับเคลื่อนงานเจรจา การค้าด้วยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (TIS+) โดยประมวลข้อมูลการค้าจากแหล่งข้อมูล สำคัญ แสดงผลในรูปแบบ Dashboard ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการกำหนดท่าทีการค้าเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ</p>

<p>นอกจากนี้ ในมิติการปฏิบัติราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กรมได้สร้างนวัตกรรมบริการดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ &ldquo;FTA Choice&rdquo; ที่มีบริการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ เปรียบเทียบอัตราภาษีศุลกากร และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันได้เชื่อมต่อฐานการให้บริการเข้ากับแอปพลิเคชันกลางภาครัฐ &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เรียบร้อย แล้ว เพื่อความสะดวกสูงสุดในการเข้าถึงข้อมูล ทั้งนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมด้วยการเปิดเวที รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ตลอดจนสร้างเครือข่าย FTA Club ที่มีทั้งผู้นำรุ่นใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร และสื่อมวลชน มาร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนและสร้างความรู้ความเข้าใจจากการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA</p>

<p>&ldquo;ต้องขอขอบคุณบุคลากรของกรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันในการขับเคลื่อนการ ทำงานเพื่อประชาชน รางวัลนี้คือสิ่งที่ยืนยันถึงผลความสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันมาอย่างยาวนาน นับเป็นความ ภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่ง ที่จะพัฒนาการทำงานของกรมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง&rdquo; นางสาวโชติมากล่าว</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
14 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260915164db3afd567643476cc43dcee918941143202.jpg' type='image/jpg' length='81093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ ร่วมเวที CISMEF ดัน SMEs ไทย ‘Local to Global’ หนุนใช้ AI-ดิจิทัล-อีคอมเมิร์ซ เชื่อมตลาดจีนและโลก]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15023</link>
<guid isPermaLink="false">10c1b339ed0cac76816d7dd9222abdc6</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260915ddf1b704cb3cb5e5f4461fdbf3c078d7142419.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; ร่วมเวที CISMEF ผลักดัน SMEs ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม เสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ติดตามนโยบายการพัฒนา SMEs ของจีน สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพิ่มโอกาสขยายตลาด ด้าน ไทยเสนอแนวทางของในการผลักดัน SMEs จาก &lsquo;Local to Global&rsquo; เน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หนุน ยกระดับความร่วมมืออาเซียน-จีน ผ่าน ACFTA 3.0 และส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน</strong></p>

<p>นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนานาชาติของจีน ครั้งที่ 21 (21st China International Small and Medium Enterprises Fair: CISMEF) ระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2569 ณ เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาส ทางการค้าของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีนและตลาดโลก</p>

<p>นางสาวกิริฎา กล่าวว่า การร่วมงานครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้มีโอกาสติดตามทิศทางและนโยบายการพัฒนา SMEs ของจีน แนวโน้มด้านเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม รวมทั้งได้สำรวจสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ๆ ของ ผู้ประกอบการจีน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของ SMEs ไทย นอกจากนี้ ยังได้ สร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการเทคโนโลยีของจีน เพื่อเพิ่มโอกาสในการ ขยายตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับจีนในอนาคต</p>

<p>ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ยังได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ &ldquo;China-ASEAN Cooperation on SME Digital Transformation&rdquo; ในงานสัมมนา Asia-Pacific SME Digital Technology and Application Scenario Business Exchange ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานงาน CISMEF โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs พร้อมชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการยกระดับความร่วมมืออาเซียน-จีน ผ่าน ACFTA 3.0 และการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และห่วงโซ่ มูลค่าระหว่างประเทศ พร้อมนำเสนอแนวทางของไทยในการผลักดัน SMEs จาก &ldquo;Local to Global&rdquo; โดยใช้แพลตฟอร์ม ดิจิทัลและช่องทางการค้าออนไลน์ รวมทั้งเน้นย้ำแนวคิด &ldquo;Co-Creation&rdquo; ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบนิเวศ เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ SMEs ไทย จีน และอาเซียน สามารถเติบโตและสร้างประโยชน์ร่วมกัน (mutual benefit)</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Global Cross Border E-Commerce Three Centers: CBEC) ของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งให้บริการและการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ในการทำการค้าระหว่าง ประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจร (One Stop Service) ทั้งด้านพิธีการศุลกากร ด้านโลจิสติกส์ และการ วิเคราะห์ความต้องการของตลาด โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบสนับสนุน ผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ยังได้หารือกับผู้แทนจากผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายสำคัญ อาทิ Alibaba และ SHEIN รวมทั้ง ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากมหาวิทยาลัยจี่หนาน (Jinan University) เพื่อทราบถึง กฎระเบียบที่กำกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน</p>

<p>ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีน มีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 สำหรับในช่วง 7 เดือน (มค. - ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับจีน มีมูลค่า 108,804.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.87 เมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันของปี 2568 สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และ ส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก และยางพารา ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
12&nbsp;กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260915ddf1b704cb3cb5e5f4461fdbf3c078d7142419.jpg' type='image/jpg' length='105909' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ ชื่นชม ‘กรมเจรจาฯ’ สร้างผู้บริหารยุคใหม่ รุ่นที่ 4 เสริมทัพกับ สศก. - EXIM Bank ลงนาม MOU ร่วมยกระดับการค้า FTA]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15018</link>
<guid isPermaLink="false">79a0d4b83223ac3808fd8490ba6c6d01</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202609114b4733039437e83230c881819fe483ab114428.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร &ldquo;การค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้บริหารยุคใหม่&rdquo; (NIC&sup2;E) พร้อมโชว์ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ &ldquo;พลิกเกม EV ไทย&rdquo; และจับมือพันธมิตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สานต่อการส่งเสริมศักยภาพ ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ &ldquo;การสร้างความเข้าใจประโยชน์ของ FTA สร้างเครือข่าย FTA Club&rdquo; รุ่นที่ 4 และหลักสูตร &ldquo;การค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้บริหารยุคใหม่&rdquo; (New International Commerce Course for Executives: NIC&sup2;E) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จโครงการฯ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึก ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ยกระดับศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทยสู่เวทีโลก หลัง ดำเนินกิจกรรมอบรมและพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม-9 กันยายน 2569 โดยมีผู้บริหารและ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และสื่อมวลชน สำเร็จการอบรมและได้รับประกาศนียบัตร จำนวนทั้งสิ้น 43 คน</p>

<p style="text-align: justify;">นางปิยนุช กล่าวว่า โครงการ FTA Club รุ่นที่ 4 ดำเนินการในหลายกิจกรรม ครอบคลุมการอบรม Boot Camp การรับรู้ภารกิจกระทรวง MOC Open House การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญ อาทิ โอกาสทางธุรกิจ ภายใต้ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) แนวคิด ESG แนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ศึกษาดูงาน ณ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น จำกัด ผู้ผลิตซอสปรุงรสตรา &ldquo;เด็กสมบูรณ์&rdquo; เพื่อเรียนรู้แนวทางการพัฒนากระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล การปรับ ภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding) การทำตลาดสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ และการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกด้วย FTA ของไทย ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาต่อยอดผ่านการระดมสมองและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงพาณิชย์ ในหัวข้อ &ldquo;ยุทธศาสตร์พลิกเกม EV ไทย จากความท้าทาย FTA อาเซียน-จีน สู่การสร้างมูลค่าห่วงโซ่อุปทานด้วยยุทธศาสตร์ ชิ้นส่วน และข้อเสนอการบูรณาการมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs)&rdquo; สะท้อนการนำองค์ความรู้จากหลักสูตรไป ประยุกต์ใช้กับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p style="text-align: justify;">อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของโครงการ คือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569-2574) ระหว่างกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ การ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน การประชาสัมพันธ์ และการดำเนินงานตลอด ห่วงโซ่อุปทาน พร้อมต่อยอดเครือข่าย FTA Club ภายใต้แนวคิด &ldquo;Train the Trainer&rdquo; เพื่อขยายผลองค์ความรู้และ สร้างแต้มต่อทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ EXIM Bank ได้มอบกรมธรรม์ประกันการส่งออก EXIM for Small Biz ให้แก่ผู้สำเร็จการอบรมอีกด้วย</p>

<p style="text-align: justify;">&ldquo;กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการค้าระหว่าง ประเทศ ที่เข้มแข็ง และมุ่งหวังให้ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA มาช่วยสนับสนุนผลักดัน SMEs ให้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการ ผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ผ่านการอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ เครือข่ายของตน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นางปิยนุช เสริม</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">11 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202609114b4733039437e83230c881819fe483ab114428.jpg' type='image/jpg' length='88067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ เยือนเดลี ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ขับเคลื่อน “Trusted Strategic Partnership” ชู Co-Creation เชื่อมจุดแข็งไทย–อินเดีย สู่ Global Supply Chain]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15017</link>
<guid isPermaLink="false">0eeb328a84756b9d813a4c88930953a1</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 11:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260911b7f9e998a326fcb6b8f6fa41d87c6dab112918.jpg" style="width: 560px; height: 389px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับ ความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้&rdquo; (Trusted Strategic Partnership) โดยมุ่งเปลี่ยน จากการเป็นเพียง &ldquo;คู่ค้า&rdquo; ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมี ขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความ พร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยง สำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทาง &ldquo;ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)&rdquo; เพื่อเชื่อมโยง จุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็น รูปธรรม</p>

<p style="text-align: justify;">เบื้องต้นเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและ เครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมี วัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้ และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้</p>

<p style="text-align: justify;">&ldquo;สิ่งที่เราต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมา ร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่ สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดีย ร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรม อินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.)</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อม เป็นเจ้าภาพการประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;อินเดีย ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือและติดตาม ความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และ สนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (CrossBorder QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาค ธุรกิจและผู้ประกอบการ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ สำหรับช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.07 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและ เครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
10 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260911b7f9e998a326fcb6b8f6fa41d87c6dab112918.jpg' type='image/jpg' length='97109' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ ติวเข้มผู้ประกอบการไทย ใช้ FTA อาเซียน-แคนาดา ขยายโอกาสการค้า-การลงทุน ในตลาดอเมริกาเหนือ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15014</link>
<guid isPermaLink="false">93eae30ab316eeba2d1aacef179ee991</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202609102d1b092feeee8d10552ee89416e642ee163130.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัดสัมมนา &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; ณ กรุงเทพฯ ยกทัพกูรูทั้งภาครัฐ-เอกชน-วิชาการ ร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ เปิด มุมมอง FTA ฉบับใหม่ล่าสุดกับแคนาดา กลยุทธ์การเจาะตลาด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร และแนวทาง เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อทางการค้าในตลาดอเมริกาเหนือ</strong></p>

<p>นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดการสัมมนา เรื่อง &ldquo;โอกาส ตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อย เทอร์มินอล 21 กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ที่ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปีนี้ ซึ่ง หากความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะใน ตลาดอเมริกาเหนือที่ไทยยังไม่มี FTA ด้วย โดยการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงการ อำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมได้จัดสัมมนามาแล้ว 3 ครั้ง ในจังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี</p>

<p>นางขวัญนภา กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่ มากประสบการณ์ มาร่วมเสวนาเปิดมุมมอง FTA ฉบับใหม่ล่าสุดกับแคนาดา รวมถึงโอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์การ เจาะตลาดแคนาดา รวมถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ขยายโอกาสทางการค้าโดยเฉพาะสินค้า เกษตรและอาหาร ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง รวมทั้งเจาะลึก สินค้าและบริการไทยที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสุขภาพ ทั้งนี้ การจัดทำ FTA กับแคนาดา ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน</p>

<p>&ldquo;ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาจุดเด่นของสินค้าและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดา สร้างความเชื่อมั่น และไว้วางใจให้กับคู่ค้า ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์ จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ต้นทุน และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ได้มากขึ้น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และการขยายตลาดต่างประเทศได้จาก หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&rdquo; นางขวัญนภาเสริม</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าไทยและแคนาดา มีมูลค่ารวม 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 21.44 โดยไทยส่งออกไปยังแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.25 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และ ผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.82 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์ จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
10 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202609102d1b092feeee8d10552ee89416e642ee163130.jpg' type='image/jpg' length='152428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ เตรียมจัดสัมมนาลุยตลาดคาซัคสถาน  เปิดประตูการค้าเชื่อมไทยสู่ศูนย์กลางยูเรเซีย (EAEU)]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15003</link>
<guid isPermaLink="false">1e4684a513a9d1578cc36098bee16858</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026090883e4d8dc058251f66df380d8762a65a2141317.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;กรมเจรจาฯ&rsquo; เตรียมจัดสัมมนา &quot;ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าเชิงรุก เชื่อมโยงไทยสู่ศูนย์กลางยูเรเซีย (EAEU)&quot; ระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านการแบ่งกลุ่มย่อย 5 สาขา บูรณาการข้อมูลสำหรับการเจรจา ระดับประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญช่วยทลายข้อจำกัดทางกฎระเบียบและอุปสรรคทางการค้า ชี้! ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจไทย ควรให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดคาซัคสถาน</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วม ทางการค้า (JTC) ไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ &quot;ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าเชิงรุก เชื่อมโยงไทยสู่ ศูนย์กลางยูเรเซีย (EAEU)&quot; ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดท่าทีของไทยในการบุกเบิกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการขับเคลื่อนการค้าเชิงรุก เร่งผลักดันตัวเลขการส่งออก และขยายตลาดใหม่ผ่านความตกลง การค้า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการ เชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาค เพื่อเป็นการปูทางสู่ความสำเร็จ</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้ ได้เชิญกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และสื่อมวลชนสายวิเคราะห์ ร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ผ่านการแบ่งกลุ่มย่อย (Focus Group) 5 สาขา ได้แก่ 1) การค้าสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์ 2) เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร 3) สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve 4) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ ทรัพยากรแร่ธาตุ และ 5) ความร่วมมือด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นการประชุม กลุ่มย่อยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบูรณาการข้อมูลสำหรับการเจรจาระดับประเทศ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ ช่วยทลายข้อจำกัดทางกฎระเบียบและอุปสรรคทางการค้า กรมจึงขอชี้เป้าให้ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจไทย เริ่ม หันมาให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดคาซัคสถาน</p>

<p>&ldquo;ภาคธุรกิจควรเตรียมตัวศึกษาโอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก &quot;Middle Corridor&quot; ที่ สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสินค้ายูเรเซีย (EAEU) รวมถึงการเจาะตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น ทั้งนี้ การยกระดับความร่วมมือกับ คาซัคสถานไม่เพียงแต่เป็นการขยายโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะวางรากฐานไปสู่การจัดทำความตกลง การค้าเสรี (FTA) ไทย-EAEU ในอนาคต ซึ่งจะครอบคลุมฐานผู้บริโภคมหาศาลในระยะยาว&rdquo; นางสาวโชติมา เสริม</p>

<p>สำหรับคาซัคสถานถือเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงเอเชียและยุโรป ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับร้อยละ 4.8 ส่งผลให้คาซัคสถานมีกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมี ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค นวัตกรรม รวมถึงยานยนต์นำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันคาซัคสถาน ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) และกลุ่ม EAEU โดยสินค้าส่งออกของไทยที่ ครองส่วนแบ่งตลาดและมีศักยภาพโดดเด่นสูงสุด คือ กลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ นอกจากนี้ สินค้ากลุ่ม เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยางพารา และอุปกรณ์การแพทย์ ยังมีอัตราการขยายตัวที่น่าจับตามองอีกด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมถ่ายทอดสดการสัมมนา ได้ที่ Facebook : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (dtn) และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ www.dtn.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center 0 2507 7555</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">8 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026090883e4d8dc058251f66df380d8762a65a2141317.jpg' type='image/jpg' length='63109' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ ถก USTR ได้ข้อสรุปสาระสำคัญ หวังปกป้องตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15001</link>
<guid isPermaLink="false">b7bd3113c3fc88e0cd0888ef15e857af</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 16:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260904d23af25a572eb40b553654d9b8eea7f4165424.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย โดยเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด</strong></p>

<p style="text-align: justify;">โดยวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าจนสามารถมีข้อสรุปได้ โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันภารกิจนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันในระยะยาว</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า ก่อนหน้าการเดินทางเยือนครั้งนี้ ตนได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนยังได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจของฝ่ายไทยที่จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสรุปผลโดยเร็วที่สุด โดยในช่วงเดียวกันนี้ ทีมประเทศไทยก็ได้เดินทางมาร่วมการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมกันหาข้อสรุปในประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยมีความเห็นที่แตกต่างกัน</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี เสริมว่า ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึงร้อยละ 36 ก่อนที่จะลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่สหรัฐฯ ก็ได้หันมาใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน แต่จากการที่มาตรา 122 มีกำหนดเวลาสิ้นสุด สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี ด้วยเหตุนี้ การเร่งผลักดันให้การเจรจา ART มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุปโดยเร็ว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง อีกทั้งจะช่วยรักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศไทย</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเขาสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ เองก็แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART เช่นกัน&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">ซึ่งนางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของฝ่ายไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาในการผลักดันการเจรจา ART สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยในการเดินหน้าผลักดันความสัมพันธ์ไทย&ndash;สหรัฐฯ ในทุกมิติ ซึ่งหากการเจรจาได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในท้ายที่สุด จะช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ป้องกันการสูญเสียอาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไทยในภาพรวม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันให้จัดทำกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อสามารถจัดทำความตกลงร่วมกันได้ ประเทศคู่ค้ามีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น</p>

<p style="text-align: justify;">ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาทโดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 7 แสนล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 1.68 ล้านล้านบาท</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
4 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260904d23af25a572eb40b553654d9b8eea7f4165424.jpg' type='image/jpg' length='106279' />
</item>
</channel>
</rss>
