<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Press Relase]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ หารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ  พร้อมเร่งผลักดันความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐฯ และขยายการลงทุนในสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14701</link>
<guid isPermaLink="false">8abef2ae07fd68fa09c158bdf5458725</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.202604272711ec74fa89849c2eabd398ebdddd1a112816.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย เมื่อศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวนานและใกล้ชิดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 190 ปี&nbsp;<br />
<br />
รองนายกรัฐมนตรีฯ แจ้งว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสามารถมีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศในส่วนของประเด็นการไต่สวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า ไทยได้ชี้แจงข้อมูลอย่างรอบด้าน ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) และการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ(forced labor import ban) ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากเป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย<br />
พร้อมกันนี้ ไทยได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเปิดเผยถึงแผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ในต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำร่วมเดินทางด้วย โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการหารือกับ USABC USCC ที่เป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสำคัญที่ไทยมีความจำเป็นต้องใช้จากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร และสินค้าพลังงาน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้<br />
รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>

<p>ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
25 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202604272711ec74fa89849c2eabd398ebdddd1a112816.jpg' type='image/jpg' length='100344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ปลัดพาณิชย์’ หารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี  ดันความร่วมมือการค้า-การลงทุน-เกษตรอัจฉริยะ เร่งรัดเจรจา FTA ไทย–EU]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14697</link>
<guid isPermaLink="false">e8c085f4095815638eab7afa73c0d02f</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260424bca9385aaa935ebd026beebe68e2478c143123.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;ปลัดกระทรวงพาณิชย์&rsquo; หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ มุ่งขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกัน พร้อมผลักดันเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลโดยเร็ว</strong><br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้พบหารือกับนางดาเนียลา ชมิทท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสนำคณะนักธุรกิจชาวเยอรมนีเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อแสวงหาโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาต่างๆ เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เป็นรัฐสำคัญที่มีขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของเยอรมนี มีสินค้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ ยาและเวชภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยานพาหนะเชิงพาณิชย์ และไวน์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้าน Smart Farming เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตร และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับภาคการเกษตร&nbsp;</p>

<p><br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ อุตสาหกรรมอาหารไทยกับไวน์ของรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ซึ่งไทยมีศักยภาพและรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตเป็นที่ตั้งของ<br />
สำนักงานใหญ่บริษัท BASF ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์อันดับหนึ่งของโลกที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำถึงเสถียรภาพของรัฐบาลไทยปัจจุบัน และศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความพร้อมในการเปิดรับการลงทุนจากเยอรมนี โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในสาขาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยา และยานยนต์ ซึ่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตมีความเชี่ยวชาญอีกด้วย&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร เสริมว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (European Unoin: EU) โดยไทยขอให้เยอรมนีช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลได้โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่การขยายการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต นอกจากนี้ ได้เชิญเยอรมนีเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ งาน THAIFEX-ANUGA Asia ณ Impact เมืองทองธานี ในวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 และเยี่ยมชม Thai Pavilion ในงาน ANUGA 2027 ณ เมืองโคโลญ เยอรมนี ในช่วงเดือนตุลาคม 2570</p>

<p><br />
ทั้งนี้ เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเยอรมนี มีมูลค่า 11,602.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเยอรมนี มูลค่า 5,734.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเยอรมนี มูลค่า 5,868.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;"><br />
--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
24 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260424bca9385aaa935ebd026beebe68e2478c143123.jpg' type='image/jpg' length='83511' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ จับมือพันธมิตร สร้างมาตรฐานสินค้าของดีเมืองมะขามหวาน ลุยตลาด FTA]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14639</link>
<guid isPermaLink="false">6d7464481b3e9b968be689cf4a0ff9f9</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202604029cbdce3d85b8eac41d8e66d44bdf6da5145133.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จับมือ สสว. และ อย. ชี้ มาตรฐานสินค้าคือใบเบิกทางสู่ตลาดโลก ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการ เข้าถึงการสนับสนุนเงินทุน ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเด่นของจังหวัด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ หลังจบงานมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ทันที &nbsp;</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้นำทีมวิทยากรภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีหารือกับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสินค้ามะขาม ขิง อะโวคาโด ผักสด และสมุนไพรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี (ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์) ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยให้ความรู้เกี่ยวกับ FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร และมาตรฐานรับรองสินค้า โดยเฉพาะมาตรฐาน อย. ฮาลาล GAP และ GHPs ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ เกษตรกรที่ผลิตสินค้าในระดับต้นน้ำ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ และการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เป็นต้น เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการต่อไป &nbsp;<br />
<br />
นายธัชชญาน์พล กล่าวว่า กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานรับรอง &nbsp;มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาด พร้อมยกตัวอย่างมาตรการทางการค้าที่ทั้งไทยและประเทศคู่ค้าใช้ในการปกป้องตลาดของตนเอง โดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี เช่น แรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนความรู้ ทักษะ และเงินทุน สำหรับการพัฒนาธุรกิจจากโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ คือ เกษตรกรรับแหล่งเงินทุนจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือกองทุน คชก. จากกรมการค้าภายใน และกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร หรือกองทุน FTA จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สามารถเข้ารับแหล่งเงินทุนและความรู้จาก สสว. โดยเฉพาะโครงการ BDS (Business Development Service) ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า การตรวจวิเคราะห์สารหรือโภชนาการ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองว่าอยู่ในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขอรับการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดการค้า และภายหลังจากเกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับทราบข้อมูลจากงานสัมมนา มีผู้สนใจสมัครขอรับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าวทันที<br />
<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่าการเปิดเวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อม พัฒนาเป็นผู้ส่งออก ใช้เครื่องมือ FTA สร้างแต้มต่อ แข่งขันได้ในยุคการค้าเสรี และมีส่วนร่วมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดโลก รวมถึงนำสินค้าในพื้นที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก โดยกรมอาจพิจารณาจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA กับการส่งออก&rdquo; นายธัชชญาน์พล กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
2 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202604029cbdce3d85b8eac41d8e66d44bdf6da5145133.jpg' type='image/jpg' length='78177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมรับมือการค้าโลกผันผวน  เน้นรักษาความมั่นคงพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตต่อเนื่อง ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14631</link>
<guid isPermaLink="false">014d590de84344a246d6c28db1dfb6e4</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 11:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026033159d1a1902cf5b6b02d159b6121786657113823.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><b>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; </b><strong> ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน นัดแรกของปี 69 ยืนยันร่วมรับมือการค้าโลก ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยออกแถลงการณ์รัฐมนตรีเศรษฐกิจ มุ่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รักษาตลาดยึดมั่นกฎเกณฑ์การค้าที่เปิดกว้าง และเร่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวสูงกว่าโลก ไทยชี้ให้เสริมบทบาทอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ไว้วางใจได้&nbsp;</strong><br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยอาเซียนแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานโลก&nbsp;<br />
<br />
นายเอกฉัตร กล่าวว่า อาเซียนได้ออก &ldquo;แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน&rdquo; โดยจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยยังคงเป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันอาเซียนจะต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร และพลังงาน ผ่านโครงการ ASEAN Power Grid และ Trans-ASEAN Gas Pipeline รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน โดยได้รับรองเป้าหมายเศรษฐกิจของปี 2569 จำนวน 9 เรื่อง อาทิ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาสู่ตลาดดิจิทัลเพื่อปูทางสู่การเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่ของโลก การเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอาเซียนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาค และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน MSMEs ของอาเซียน<br />
<br />
นายเอกฉัตร กล่าวเสริมด้วยว่า เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 จะยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 4.4&nbsp;สูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และแนวทางการรับมือ โดยชี้ให้เห็นว่า &ldquo;ความเชื่อมั่น&rdquo; จะเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนใหม่ในปัจจุบัน โดยจะต้องย้ำบทบาทของอาเซียนในฐานะ&ldquo;ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้&rdquo; สำหรับการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
31 มีนาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026033159d1a1902cf5b6b02d159b6121786657113823.jpg' type='image/jpg' length='277731' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม FTA ไทย–ออสเตรเลีย และการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ มุ่งกระชับความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-ออสเตรเลียทุกมิติ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14630</link>
<guid isPermaLink="false">5f598765276cc680bdd44746e95f8c9e</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260331ef472ac39dfdd6335db6da9f206e5b3f113134.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 5 (5th Thailand-Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA JC) และการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 (2nd Strategic Economic Dialogue) (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้ FTA ไทย-ออสเตรเลีย และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (หรือเซก้า) ที่ต่อยอดจาก FTA ดังกล่าว<br />
<br />
นางสาวโชติมาฯ กล่าวว่า ในการประชุม TAFTA JC ครั้งที่ 5 ไทยและออสเตรเลียได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการภายใต้ TAFTA ต่าง ๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของทั้งสองฝ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในฐานะคู่ภาคีของ FTA ที่มีผลใช้บังคับมาแล้วมากกว่า 20 ปี และเป็น FTA ฉบับแรก ๆ ของไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของความตกลงฉบับนี้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้าในยุคใหม่ต่อไป<br />
<br />
อีกทั้ง ในวันเดียวกัน ตนยังได้เข้าร่วมการประชุม SED ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้ MoU เซก้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณีภายใต้ TAFTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขาความร่วมมือ เช่น เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงาน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ประชุมฯ ได้แสดงความยินดีต่อผลสำเร็จของการดำเนินความร่วมมือตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และได้แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันต่อกระแสเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน เช่น การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับต่อความท้าทายในอนาคต<br />
<br />
นางสาวโชติมาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในระหว่างเดินทางเข้าร่วมการประชุมข้างต้น ตนมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Anoulack Chanthivong รัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรมและการค้าแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ และคณะผู้บริหารของหน่วยงานด้านการลงทุนของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Investment NSW) พร้อมกับนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ &nbsp; &nbsp; ณ นครซิดนีย์ ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ โดยได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจและสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลงทุนที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญ ในภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐมนตรี Anoulack ยังได้ชักชวนการลงทุนจากไทยในออสเตรเลียด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงด้วย<br />
<br />
สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2568 ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 17,364.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 6,718.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 12,041.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 5,323.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ อนึ่ง การลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่มีการลงทุนของไทยในออสเตรเลีย เช่น เหมืองถ่านหิน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
31 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260331ef472ac39dfdd6335db6da9f206e5b3f113134.jpg' type='image/jpg' length='215777' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ เกาะติดราคาสินค้าตลาดเสนีย์ฟู้ด  พบอาหารปรุงสำเร็จราคาคงที่ ‘วัตถุดิบ-บรรจุภัณฑ์พลาสติก’ ปรับขึ้นเล็กน้อย ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14620</link>
<guid isPermaLink="false">291fc20b89c8ef6e38d982ec01516eb2</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260326500d89b9ff6dde65497239b6194fe83e114512.jpg" style="width: 560px; height: 431px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">วันที่ 25 มีนาคม 2569 นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ณ ตลาดเสนีย์ฟู้ด เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ร่วมกับนายสราวุธ ฉายาวิริยะ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตรวจสอบและระบบการตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมการค้าภายใน ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งติดตามและตรวจสอบราคาสินค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน<br />
นางสาวโชติมา กล่าวว่า จากการตรวจสอบราคาและปริมาณสินค้าภายในตลาดเสนีย์ฟู้ด พบว่า ส่วนใหญ่จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน ราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท ร้านค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคา สำหรับวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารหลายรายการราคายังทรงตัว อาทิ ผักบางชนิด เครื่องปรุง เนื้อสัตว์ที่ซื้อจากห้างค้าส่ง ส่วนเนื้อสัตว์ที่ซื้อจากฟาร์มมีการปรับสูงขึ้นประมาณ 10% เช่น เนื้อหมู ส่วนบรรจุภัณฑ์ปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 10-15% อาทิ ถุงพลาสติก กล่องพลาสติกใส่อาหาร และยางรัดของ ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าเข้าใจและเห็นใจผู้บริโภค และยินดีรับต้นทุนในส่วนนี้ไว้ รวมทั้งยังคงเน้นคุณภาพอาหารเช่นเดิม ไม่ลดปริมาณลง ถึงแม้กำไรจะลดลงจากเดิมเล็กน้อย ทั้งนี้ ผู้ค้ายังมีความกังวลเรื่องราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการขึ้นราคาของสินค้าในอนาคต&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;แม้ปัจจุบันจะเผชิญกับสถานการณ์ของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการปรับตัว ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะดูแลสินค้าที่อยู่ในการควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ และสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจำเป็นยังมีเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม และได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมเน้นย้ำประชาชนเลือกใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยปริมาณที่เหมาะสมต่อความจำเป็น&rdquo; นางสาวโชติมาเสริม<br />
ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด เช่น การฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา การกักตุนสินค้า หรือการปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1569 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
25 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260326500d89b9ff6dde65497239b6194fe83e114512.jpg' type='image/jpg' length='273435' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ไทย - แอฟริกาใต้ “พาณิชย์” หารือ “ทูตแอฟริกาใต้” ขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน ดันประชุม JTC ไทย – แอฟริกาใต้ เป็นระดับรัฐมนตรี]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14619</link>
<guid isPermaLink="false">5674ae7cecf591b2ef0b988310830959</guid>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202603266d231b6f2a415237ce49d94f6dac5f14103345.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย &ndash; แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมฯ ให้เป็นระดับรัฐมนตรี</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยในปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรีนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand &ndash; Africa Initiative: TAI)อย่างเต็มที่</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การขนส่ง TILOG &ndash; LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน</p>

<p style="text-align: justify;">พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์</p>

<p style="text-align: center;">-----------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
26&nbsp;มีนาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202603266d231b6f2a415237ce49d94f6dac5f14103345.jpg' type='image/jpg' length='46116' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ กางแผนครึ่งหลังปี 69 เร่งปิดดีล FTA กับ 3 คู่ค้า ร่วมทีมเฉพาะกิจพาณิชย์ แก้เกม ‘กำแพงภาษีอเมริกา’ จับมือออสซี่ต่อยอดความร่วมมือทางการค้า ถกอาเซียนรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14614</link>
<guid isPermaLink="false">6a81cca4962dbd5ae251810607d11d44</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 13:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260323b106a7a16da8aca5d9ab42f27c4fecf3135023.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยแผนเจรจา FTA ครึ่งหลังปี 69 เร่งผลักดันเจรจา FTA คงค้างกับอียู เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เดินหน้าเจรจา อัปเกรด FTA จัดตั้งคณะทำงานเตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งปรับปรุงความร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรองรับความท้าทายในอนาคต จับมืออาเซียนหาแนวทางรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก</strong>&nbsp;<br />
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ในปี 2569 ว่า กรมจะเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 สำหรับ FTA ที่ไทยได้ลงนามในช่วงที่ผ่านมา 3 ฉบับ กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) และภูฏาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับ FTA กับศรีลังกา ขณะนี้ศรีลังกาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ&nbsp;<br />
นางสาวโชติมา กล่าวว่า กรมยังให้ความสำคัญกับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย และการเจรจา FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 รวมทั้งเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งหากเจรจาแล้วเสร็จจะถือเป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยอาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ และตั้งเป้าให้กระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถลงนามความตกลง DEFA ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์<br />
สำหรับการดำเนินการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ รวมถึงเตรียมการหารือและแก้ไขปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งไทยมีกำหนดจะต้องจัดส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569<br />
นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA JC) ครั้งที่ 5 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้ายุคใหม่ นอกจากนี้ ยังได้หารือกับออสเตรเลียในการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือเซก้า ที่ต่อยอดจาก FTA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณี&nbsp;<br />
ภายใต้ FTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขา อาทิ เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสในการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง อาทิ การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต<br />
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้หารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน โดยอาเซียนได้ประกาศ &ldquo;แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน&rdquo; โดยอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีจากสถานการณ์ความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้อาเซียนโดยเฉพาะไทยควรเน้นย้ำบทบาทในฐานะ &ldquo;ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้&rdquo; สำหรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลง DEFA ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าของไทยกับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA มีมูลค่า 404,963.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 59.2 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 183,897.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 221,066.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ และ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์&nbsp;<br />
สำหรับการค้ารวมของไทยกับโลก ในปี 2568 มีมูลค่า 684,578.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.9 โดยการส่งออกของไทย มีมูลค่า 339,635.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า มีมูลค่า 344,943.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ</p>

<p style="text-align: center;">-----------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
23 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260323b106a7a16da8aca5d9ab42f27c4fecf3135023.jpg' type='image/jpg' length='53896' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สมาชิก RCEP ถกรับมือการค้าโลกผันผวน เตรียมปรับปรุงความตกลง เล็งรับสมาชิกใหม่]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14613</link>
<guid isPermaLink="false">66c443e03eee2d9cbd16434e5610a92d</guid>
<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.20260323930fa8d5ae295951d90aaa1cc177fe01134243.jpg" style="width: 560px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยร่วม 14 สมาชิก RCEP ในการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ระหว่างวันที่ 16 &ndash; 18 มีนาคม 2569 ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ถกประเด็นการค้าโลกท่ามกลางวิกฤตอ่าว - ภาษีสหรัฐฯ ในช่วงเวลาปัจจุบัน พร้อมหารือแนวทางการพัฒนาความตกลงฯ เพื่อดึงดูดการใช้สิทธิพิเศษให้มากขึ้น คาดภายในปีนี้จะเริ่มกระบวนการพิจารณา 4 ประเทศสมาชิกใหม่</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 2026 และการประชุมโต๊ะกลมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ โดยที่ประชุมได้เร่งขับเคลื่อนแผนรับสมาชิกใหม่ในปี 2026 ตามมติของผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายในการขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในยามที่โลกกำลังแบ่งขั้วและมีความจำเป็นต้องพึ่งพากันในภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขึ้น พร้อมเพิ่มพลวัตทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับอำนาจต่อรองของ RCEP ในเวทีการค้าโลก&nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล กล่าวว่า สำหรับไทย การขยายสมาชิกในครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกตลาดใหม่ที่เข้ามาร่วมหมายถึงคู่ค้าและนักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการของไทยจะมีเส้นทางเดินทางใหม่ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไทยจะยิ่งแข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น หนึ่งในความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือ การกำหนดให้เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นห้วงเวลาสัมภาษณ์ประเทศผู้สมัครที่ขอเข้าร่วม RCEP โดยกระบวนการนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการคัดกรองและประเมินความพร้อมของผู้สมัคร ก่อนที่สมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศจะพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงถือเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่ผู้สมัครแต่ละรายจะต้องพิสูจน์ตนเองต่อสมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศ ทั้งในแง่ความพร้อมด้านกฎระเบียบการค้า มาตรฐานศุลกากร และศักยภาพในการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงฯ โดยประเทศผู้สมัครจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของ RCEP ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางรากฐานสำหรับการทบทวนและปรับปรุงความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อผลักดันการใช้สิทธิพิเศษจาก RCEP ให้มากขึ้น โดยได้เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนผ่านการประชุมโต๊ะกลม และการรับฟังข้อเสนอแนะจากผลการประชุมวิชาการเรื่องทิศทางในการทบทวนความตกลงฯ กระบวนการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ RCEP ยังคงเป็นความตกลงที่ไม่หยุดนิ่ง และสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>

<p style="text-align: center;"><br />
----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
20 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260323930fa8d5ae295951d90aaa1cc177fe01134243.jpg' type='image/jpg' length='64763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมงาน Ambassador for a Day 2026 ส่งเสริมบทบาทสตรีไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหญิงไทย]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/14595</link>
<guid isPermaLink="false">39ee3ef3792337886ff6aaec7408b970</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 15:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260309f9178abe6b49bf7c27ab8a8a8cbf078b154350.jpg" style="width: 560px; height: 534px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน Ambassador for a Day 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women&rsquo;s Day) เพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจและสร้างโอกาสการเรียนรู้ด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูตให้แก่เยาวชนหญิง</p>

<p style="text-align: justify;">ในโอกาสดังกล่าว นางศุภจีฯ ได้รับเกียรติให้กล่าวสุนทรพจน์ โดยได้บอกเล่าถึงเป้าหมาย ประสบการณ์ และความท้าทายในการทำงานที่มีความหลากหลาย ทั้งกับบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และภาคราชการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แขกผู้มีเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูต และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนหญิงที่เข้าร่วมงาน เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการทำงาน TAM Model ประกอบด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(1) Think Big หมายถึง ต้องมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตและในการทำงาน และคิดในภาพใหญ่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2) Act Small หมายถึง การแบ่งงานใหญ่ออกเป็นงานขนาดเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้สำเร็จทีละอย่าง เพื่อให้สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น และ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3) Move Right หมายถึง การขับเคลื่อนงานให้ถูกจังหวะและทิศทางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้</p>

<p style="text-align: justify;">พร้อมทั้งได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับสตรีในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งอะไร และรู้จักคุณค่าของตัวเอง รวมทั้งให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในจังหวะสำคัญของชีวิตการทำงาน<br />
ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร เพราะชีวิตของแต่ละคนมีบริบทที่แตกต่างกัน แต่เราควรแข่งขันกับตัวเราเมื่อวานนี้ ให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองให้ได้<br />
นอกจากนี้ นางศุภจีฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของสตรีไทย ทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยในภาพรวมหน่วยงานภาครัฐมีสัดส่วนผู้หญิงทำงานมากกว่าผู้ชาย ยกตัวอย่างเช่น ในกระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการผู้หญิงถึงร้อยละ 72 ในขณะที่ผู้ชายมีร้อยละ 28 หรือกล่าวได้ว่าผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายประมาณ 2.6 เท่า ขณะเดียวกัน รายงานผลการสำรวจยังระบุด้วยว่า ภาคธุรกิจไทยมีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41 และประมาณร้อยละ 42 ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หรือกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงในอันดับต้น ๆ ของโลก<br />
นางศุภจีฯ ได้ทิ้งท้ายว่า งาน Ambassador for a Day นับเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดการใช้ชีวิต และการทำงานในมุมของนักการทูตและผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ จึงขอให้เยาวชนหญิงที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ นำประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากโครงการฯ ต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นผู้นำที่ดี เพื่อที่จะได้เป็นกำลังสำคัญของไทยและของโลกต่อไป</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
9 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202603097d60fd0ac4cbcf69457357ce51d82a83154139.jpg' type='image/jpg' length='131577' />
</item>
</channel>
</rss>
