<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Press Relase]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ไทยขับเคลื่อนการเจรจายกระดับ FTA อาเซียน - เกาหลีใต้ เร่งหารือประเด็นสำคัญ มุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15081</link>
<guid isPermaLink="false">0ca2409b57d8a15a9a56085e3792b2d2</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026101279023ef7d1be918758925c2b37a966e7112934.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>ไทยร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 คืบหน้าต่อเนื่อง ทั้งบทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และบทการแข่งขันและการ คุ้มครองผู้บริโภค และมุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70 ผลักดันคณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ใน ระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยพร้อมด้วยอาเซียนกับ เกาหลีใต้ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อหารือความคืบหน้าการยกระดับความตกลง การค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ (ASEAN-Korea Free Trade Area: AKFTA) พร้อมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ของคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร เศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ความ เชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงานและวัตถุดิบ การพัฒนาที่ยั่งยืน และประเด็นด้านกฎหมาย</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้าในการเจรจาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญตามเป้าหมายในปี 2570 โดยเฉพาะในบทพิธีการ ศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ขั้นตอนการค้าระหว่างกันมีความสะดวกและ ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างข้อบทแล้ว คิดเป็นร้อยละ 75 ของข้อบท ในขณะที่การเจรจาบทการแข่งขันและ การคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้นำประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์มาพิจารณาภายใต้หัวข้อนี้ เพื่อให้ความตกลงครอบคลุมการค้าในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น โดยเห็นชอบร่างข้อบทแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของ ข้อบท นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบในหลักการให้ใช้พิธีสารแก้ไขความตกลงเป็นรูปแบบทางกฎหมาย สำหรับ การปรับปรุงความตกลง AKFTA เดิม อย่างไรก็ดี ยังมีรายละเอียดด้านกฎหมายและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องหารือ เพิ่มเติม โดยที่ประชุมสนับสนุนให้เร่งหาข้อสรุปในประเด็นเหล่านี้ภายในปี 2569</p>

<p>นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประสานท่าที ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน และการสนับสนุนให้คณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในระหว่างการ ประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน โดยเกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ใน เดือนธันวาคม 2569 สำหรับปี 2570 ไทยได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความ ตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 5 ในช่วงเดือนมีนาคม 2570 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้การ เจรจาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย โดยในปี 2568 การค้า ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 15,567.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.74 จากปีก่อนหน้า และในช่วง เดือนม.ค. - ส.ค. 2569 การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 14,474.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 39.38 โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ มูลค่า 4,446.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 10,027.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.20 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p style="text-align: center;">----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
12 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026101279023ef7d1be918758925c2b37a966e7112934.jpg' type='image/jpg' length='160820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ “ไทย” ต้อนรับรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ “UAE” ยินดีพาณิชย์ฯ ปิดดีลเจรจา CEPA ไทย - UAE ดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงสู่ไทย]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15080</link>
<guid isPermaLink="false">c902004a8ca51ed31404f7c4f9f2ac26</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261009f6121159190436114c77e86453015cb5142351.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตนได้เข้าร่วมการหารือดังกล่าวด้วย โดยสองฝ่ายได้ร่วมยินดีต่อการ สรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ไทย &ndash; UAE และหารือแนวทางต่อยอดผลสำเร็จของการเจรจาฯ ไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น</strong></p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า UAE เป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่แสดงความสนใจจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทวิภาคี กับไทย ซึ่งสองฝ่ายได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่ปี 2566 และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการประชุมเจรจาจัดทำ CEPA ไทย &ndash; UAE รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ส่งผลให้ความตกลง CEPA ไทย &ndash; UAE เป็นความตก ลง FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยผลการศึกษาประเมินว่า การจัดทำ CEPA ไทย-UAE จะ ส่งผลให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 318-357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700-12,200 ล้านบาท การส่งออกของไทย จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 227-243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600-8,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการจัดทำ CEPA ระหว่างกัน โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไป UAE ได้มากขึ้น อาทิ อาหารปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว น้ำผลไม้ ผลไม้ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่ง สินค้าเหล่านี้ ฝ่าย UAE จะลดและยกเลิกภาษีให้ไทยภายใต้ CEPA</p>

<p>การจัดทำ CEPA ระหว่างไทยกับ UAE จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการลงทุนใน ระยะยาว และปูทางให้เกิดการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุน UAE ที่จะช่วย เพิ่มการจ้างงานในไทยด้วย โดยที่ผ่านมา ภายหลังการจัดทำ CEPA ระหว่าง UAE กับประเทศในอาเซียน UAE มีแนวโน้มเข้าไป ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ การลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับอินโดนีเซีย ในภาคเกษตร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ และการลงทุนมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับมาเลเซีย ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นสาขาที่ UAE มีศักยภาพ</p>

<p>นางศุภจี เสริมว่า การหารือในวันนี้ UAE ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในประเทศไทย อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์กับ SME ของไทย นอกจากนี้ ความตกลง CEPA ยังมี บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้สองฝ่ายพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และ สุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ซึ่งชาวตะวันออกกลาง รวมถึงชาวเอมิเรตส์นิยมมาใช้บริการที่ไทย โดยในปี 2567 มี ชาวเอมิเรตส์เดินทางมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทย 40,872 คน สร้างรายได้ให้ไทยกว่า 1,500 ล้านบาท ประกอบกับ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมด้านระบบนิเวศทางธุรกิจ จึงคาดว่า การสร้าง ความร่วมมือกับ UAE จะช่วยต่อยอดให้อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไทยมองเห็นศักยภาพในการใช้ UAE เป็นจุดเชื่อมโยงกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางอีกด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้า ระหว่างไทยกับ UAE สูงถึง 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทย 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก UAE 16,755.49 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและทองคำ ซึ่งหากหักมูลค่าการค้าสินค้าดังกล่าวออก ไทยจะได้ ดุลการค้าสินค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณี และเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและ แปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
8 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610096d639a2c1c1aaf846fad1f702088f363142241.jpg' type='image/jpg' length='136067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ นำทัพอาเซียนหารือฮ่องกง พร้อมลงนามยกระดับกติกาการลงทุนอาเซียน–ฮ่องกง]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15078</link>
<guid isPermaLink="false">a2f58c3f6a1390eba8ed64626f36c083</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202610075d31da76a30ae0dbd97a21c52895cff8160137.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าภารกิจสำคัญ ด้าน เศรษฐกิจในเวทีอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 เข้าร่วมการประชุม รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;ฮ่องกง ครั้งที่ 10 ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียน ซึ่งทำหน้าที่ เป็นประธานร่วมฝ่ายอาเซียนในการเจรจากับฮ่องกง โดยเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้เกิดผล เป็นรูปธรรม</strong></p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;ฮ่องกงครั้งนี้ ไทยในฐานะตัวแทนอาเซียนได้ ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน&ndash;ฮ่องกง (AHKIA) กับฝ่ายฮ่องกง ซึ่งถือเป็น อีกหนึ่งในหมุดหมายสำคัญระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง เนื่องจากพิธีสารดังกล่าวจะเพิ่มเรื่องการเปิดเสรีด้านการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและในสาขาที่ไทยยังมีความต้องการ อาทิ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ และแผ่นวงจรพิมพ์ อันจะช่วยส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและกระตุ้นในเกิด การจ้างงานในประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมี ศักยภาพ โดยใช้จุดแข็งของฮ่องกงเป็นประตูการค้าในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดจีนและภูมิภาคอื่น</p>

<p>นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ไทยเห็นความสำคัญของการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในฐานะ &ldquo;Super Connector&rdquo; ของโลก ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพอย่างยิ่งในการเป็นสะพานเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และภาคธุรกิจระหว่างภูมิภาค อาเซียนและฮ่องกงจำเป็นต้องจับมือทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน ดิจิทัล และนวัตกรรม รวมทั้งควร ใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือในระดับระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด</p>

<p>&ldquo;การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับฮ่องกงในรอบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของทั้งไทยและอาเซียนในการ ยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนกับฮ่องกง ซึ่งไทยเป็นตัวแทนอาเซียนร่วมลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไข AHKIA สะท้อนให้ เห็นถึงบทบาทของไทยที่พร้อมจะเป็นผู้นำอาเซียนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของอาเซียนกับฮ่องกง โดยในมิติของ ความร่วมมือ ไทยเห็นว่าการทำงานในอนาคตควรมุ่งสู่ความสัมพันธ์แบบ &ldquo;Co-Creation&rdquo; หรือการร่วมกันสร้าง โอกาสและคุณค่าใหม่ๆ โดยตั้งอยู่บนหลัก &ldquo;Mutual Benefit&rdquo; ทำให้ทั้งอาเซียนและฮ่องกงสามารถปรับตัวและรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของอาเซียน โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับฮ่องกงมีมูลค่ารวม 154,542 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.58 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของฮ่องกงในกลุ่มประเทศ อาเซียน รองจากเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในขณะที่การค้าระหว่างอาเซียนกับฮ่องกงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 99,114.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากอาเซียนไปฮ่องกง 84,882.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากฮ่องกง 14,232.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปฮ่องกง ได้แก่ เครื่องจักร</p>

<p>ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าอื่น ๆ เชื้อเพลิงที่ได้ จากแร่ เป็นต้น ในขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากฮ่องกง ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรไฟฟ้าและ ส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ เหล็กและ เหล็กกล้า เป็นต้น</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
7 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610075d31da76a30ae0dbd97a21c52895cff8160137.jpg' type='image/jpg' length='80204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[FTA ไทย-EU เข้าใกล้เส้นชัย เร่งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาด มุ่งสรุปผลภายในปีนี้]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15076</link>
<guid isPermaLink="false">3adec06597109a28e11a504b08ac021c</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 13:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261007a6e5bf1e4c20e46a15e6d610754b6e7c140923.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาความ ตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุป แล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากัน ต่อ การเจรจาหลังจากนี้จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ เพื่อให้สรุปการเจรจาให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า &ldquo;การเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้นทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้ อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ กฎว่า ด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ในส่วนของการเจรจาเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความ เข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึง สินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี เน้นย้ำว่า FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและ กฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณา ความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว</p>

<p style="text-align: justify;">สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาด และประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569</p>

<p style="text-align: justify;">ปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 3.44 โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 9.27 สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น (1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) อัญมณี และเครื่องประดับ (3) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (4) ผลิตภัณฑ์ยาง และ (5) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ ไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.86 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (3) เคมีภัณฑ์ (4) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ (5) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
7 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20261007a6e5bf1e4c20e46a15e6d610754b6e7c140923.jpg' type='image/jpg' length='86130' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15066</link>
<guid isPermaLink="false">1530427821c024c92c864833ecdac1f9</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261001496481aed1dbd1208a0d5b81ff061250111328.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำ หลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วม ฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการ ลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า</strong></p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการ ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้า และการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือน พฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่าง อาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความ เชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่ อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิง กฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น</p>

<p>ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์ เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้ สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดัน การเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่</p>

<p>ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพ ด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่ง ครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจ หมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่าง อาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทาง การค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ</p>

<p>ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้า สวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน&ndash;สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569&ndash;2573 เพื่อเป็น กรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การ เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอ ให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหาร ของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การ การค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทย ยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้า ดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
1 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20261001435990f88d508a89a99720ea3b3b7f31111339.jpg' type='image/jpg' length='113833' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสการค้าในภูมิภาคอเมริกาใต้ ด้วย FTA ไทย-เปรู]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15065</link>
<guid isPermaLink="false">c4ba8ade2c918d7dd8b5d800225b57b0</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260930406b1ec55e52b95064ba3f42284c0a7b104800.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;กรมเจรจาฯ&rsquo; จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสการค้าสินค้าและการค้า บริการ ด้วย FTA ไทย-เปรู ซึ่งสรุปผลการเจรจาทั้งหมดได้แล้ว เมื่อกลางปีที่ผ่านมา รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสใน การขยายธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ ตั้งเป้าให้เปรูเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การค้า สำคัญ รุกตลาดภูมิภาคอเมริกาใต้</strong></p>

<p>นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเรื่อง &ldquo;ขยายโอกาสการค้าในอเมริกาใต้ จาก FTA ไทย-เปรู&rdquo; เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและ เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการรุกตลาดเปรูและภูมิภาคอเมริกาใต้ หลังจากที่ ไทยและเปรูได้บรรลุข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับสมบูรณ์ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และส่งเสริมให้เกิดการ เชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ รวมทั้งขยายโอกาสการค้าสินค้าและบริการไทยในเปรูและภูมิภาค อเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจากประธานสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา (นายสุภกิจ วรรณบูรณ์) เป็นผู้แทนของภาคธุรกิจที่มี ประสบการณ์ในการทำธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์การ เจรจาการค้าและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค</p>

<p>นางขวัญนภา กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่เหลือร้อยละ 30 ใน ด้านการเป็นตลาดส่งออกใหม่ เปรูจะเปิดตลาดให้ไทย 1,766 รายการ อาทิ เนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์ และชิ้นส่วน ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบทางเลือกเพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปิด ตลาดให้เปรู 3,204 รายการ อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยานยนต์ เนื้อสัตว์ ปลาบางรายการ และปลาป่น สำหรับการเปิดตลาด การค้าบริการ ไทยจะเปิดตลาดให้เปรูสามารถถือหุ้นธุรกิจบริการได้บางสาขา อาทิ บริการให้คำปรึกษาและบริหารจัดการ ทั่วไป บริการก่อสร้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่เปรูจะเปิดตลาดให้ไทยถือหุ้นได้ 100% เกือบทุกสาขาบริการ ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก คือ เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและการส่งสินค้าไปเปรูมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ ค่อนข้างสูง</p>

<p>นางขวัญนภา เพิ่มเติมว่า ความตกลง FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทย มีศักยภาพ อาทิ รถยนต์ ตู้เย็น และเวชภัณฑ์ รวมถึงภาคบริการของไทย อาทิ บริการกฎหมาย ก่อสร้าง วิศวกรรม และการ ท่องเที่ยว อีกทั้งการเปิดใช้ท่าเรือชานไคของเปรูในช่วงปลายปี 2567 ยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเอเชีย รวม ไทยไปยังเปรูได้ประมาณ 10-12 วัน ซึ่งท่าเรือดังกล่าวจะถูกยกระดับให้เป็น &ldquo;Hub&rdquo; ในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศ เพื่อนบ้านของเปรู อาทิ บราซิล โบลิเวีย และโคลอมเบีย</p>

<p>ทั้งนี้ เปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมทั้งเป็นคู่ค้า อันดับ 60 ของไทยในโลก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยและเปรู มีมูลค่า 358.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 39.55 โดยไทยส่งออกไปเปรู มูลค่า 256.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ไทยนำเข้าจากเปรู มูลค่า 102.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่อง ซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่ แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่นๆ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
28 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260930ac955f47830fca983b7a3002ee7fc218104658.jpg' type='image/jpg' length='64334' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ หารือ รมต.การค้าต่างประเทศ UAE เดินหน้า CEPA ขยายการค้า–การลงทุนไทย–UAE]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15064</link>
<guid isPermaLink="false">825c21995defbc842aaf17af79e60fe5</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026093047cb2a71d161848ddc38455fb6c7ab17103119.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พาณิชย์ หารือกับ ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความคืบหน้าการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย&ndash; UAE (Thailand&ndash;UAE Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) พร้อมหารือแนวทาง ขยายความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือทาง เศรษฐกิจและการลงทุน</p>

<p>นางศุภจี ระบุว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและ UAE ทั้งด้าน การค้าและการลงทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งการผลักดัน CEPA การดึงดูดการ ลงทุนจาก UAE และการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ให้กับสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทย ตลอดจนสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและเพิ่มรายได้ให้แก่ เกษตรกรไทย</p>

<p>ปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก (รองจากจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม และอินเดีย) และอันดับที่ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 21,259.72 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.88% โดยไทยส่งออกไป UAE มูลค่า 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.36% สินค้าส่งออก สำคัญ อาทิ 1. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2. อัญมณีและเครื่องประดับ 3. ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 4. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และ 5. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก UAE มูลค่า 16,755.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.82% สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ 1. น้ำมันดิบ 2. เครื่องเพชรพลอย อัญ มณี เงินแท่งและทองคำ 3. น้ำมันสำเร็จรูป 4. สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ 5. ก๊าซธรรมชาติ ไทยขาด ดุลการค้ามูลค่า 12,251.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
25 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026093047cb2a71d161848ddc38455fb6c7ab17103119.jpg' type='image/jpg' length='114343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ไทย’ ร่วมหารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจ RCEP 15 ชาติ ตั้งคณะทำงานรับสมาชิกใหม่ เดินหน้ายกระดับความตกลงฯ รับมือการค้าโลกยุคใหม่]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15040</link>
<guid isPermaLink="false">6cc279b47035d497ffaa79860be2d5e2</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 14:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260924552d0b3df1065bfa74334016a29618e9140459.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; เผย ผลการประชุมรัฐมนตรี RCEP เห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาการเข้าเป็น สมาชิก RCEP ของประเทศผู้สมัครเข้าร่วมความตกลง สะท้อนบทบาทของ RCEP ในการเป็นกรอบความร่วมมือทาง เศรษฐกิจที่เปิดกว้างและครอบคลุม พร้อมเดินหน้าเตรียมการทบทวนและยกระดับความตกลงฯ ครั้งใหญ่ในปี 70</strong></p>

<p>นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการ ประชุมรัฐมนตรี RCEP เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่มีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการรวมตัว ทางเศรษฐกิจ โดยสมาชิก RCEP เห็นชอบการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการเข้าร่วมความตกลง เพื่อเดินหน้า กระบวนการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศผู้สมัคร ตามมติของที่ประชุมผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะให้การขยายสมาชิกภาพช่วยขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก</p>

<p>นางสาวกิริฎา กล่าวว่า สมาชิก RCEP ยังได้เตรียมการสำหรับการเจรจาทบทวนและยกระดับความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับรูปแบบการค้าใหม่ๆ และตอบรับกับความต้องการของภาคธุรกิจที่ต้องการ ให้ความตกลง RCEP มีความเรียบง่าย ใช้งานได้จริง และเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยจะเริ่มจัดทำเอกสารขอบเขตการเจรจาร่วม เพื่อกำหนดประเด็นสำคัญสำหรับการทบทวน และพิจารณาแนวทางรองรับประเด็นการค้าและเศรษฐกิจสมัยใหม่และ ประเด็นเกิดใหม่ โดยคาดว่าจะเสนอรับรองเอกสารดังกล่าวและประกาศเปิดตัว RCEP Upgrade ในการประชุม รัฐมนตรี RCEP ปี 2570</p>

<p>&ldquo;RCEP เป็นตลาดสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดสมาชิก RCEP ได้มากขึ้น โดยเฉพาะจากการลดและยกเลิกภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานใน ภูมิภาค การเดินหน้าขยายสมาชิก RCEP และการเตรียมยกระดับความตกลงฯ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด ของผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาคในระยะต่อไป &rdquo; นางสาวกิริฎา เสริม</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
24 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260924552d0b3df1065bfa74334016a29618e9140459.jpg' type='image/jpg' length='101854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ ร่วมคณะนายกฯ หารือ Bank of America–PIMCO–Microsoft ชูศักยภาพไทย ดึงการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15039</link>
<guid isPermaLink="false">e4f726d0ea90a60ec6d4f04961e167ef</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260923dac319f2646db3e4cac00688671306e9135209.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีร กูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยนายกรัฐมนตรีได้พบ หารือกับผู้บริหาร Bank of America, Microsoft และ Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมถึงนักลงทุนและผู้บริหารสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และ ศักยภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป</p>

<p style="text-align: justify;">การหารือครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินโลก ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยฝ่าย ไทยได้นำเสนอศักยภาพและนโยบายที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับ ภาคเอกชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน สะอาด และการพัฒนาทักษะบุคลากร</p>

<p style="text-align: justify;">การพบปะครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยต่อนักลงทุน ระดับโลก รวมทั้งรับฟังมุมมองจากภาคการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทยในระยะต่อไป</p>

<p style="text-align: justify;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
23 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260923dac319f2646db3e4cac00688671306e9135209.jpg' type='image/jpg' length='115537' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ ร่วมคณะนายกฯ เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พบผู้นำ–ผู้แทนระดับสูง เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15038</link>
<guid isPermaLink="false">839466379c17b3409ca033f1161879ef</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260923fc739dd579059d4315e61bdd0e11a1d5111513.jpg" style="width: 560px; height: 462px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีร กูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา</p>

<p>การอภิปรายทั่วไป UNGA81 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ &ldquo;Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All&rdquo; หรือ &ldquo;การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองแก่ทุกฝ่าย&rdquo; เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก และแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>

<p>ในโอกาสนี้ นางศุภจีฯ ยังมีภารกิจหารือและพบปะผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ เพื่อกระชับ ความสัมพันธ์และแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยมีโอกาสหารือกับ นาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) เพื่อเดินหน้าความร่วมมือ และการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ และสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ</p>

<p>การเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และการใช้โอกาสจากเวทีระดับโลก ในการ เชื่อมโยงความร่วมมือ เปิดโอกาสทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจ โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง</p>

<p>ทั้งนี้ ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 80 ปี การเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของประเทศไทย นับเป็น โอกาสสำคัญที่ไทยจะร่วมแสดงบทบาทในระบบพหุภาคี และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืน</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
23 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260923fc739dd579059d4315e61bdd0e11a1d5111513.jpg' type='image/jpg' length='613574' />
</item>
</channel>
</rss>
