<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Press Relase]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/category/index/id/22" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA['ศุภจี' หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO พร้อมร่วมขับเคลื่อนปฏิรูป WTO หนุนการค้าดิจิทัล กระจายตลาดคู่ค้า ยกระดับ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสในการค้าโลก]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15105</link>
<guid isPermaLink="false">c554924d18802e4052795aac25abaada</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 18:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026102369a05f6695b621588d9449a049ba8ef6184250.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&nbsp;16 ตุลาคม 2569 ได้หารือทวิภาคีกับ ดร. เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา (Dr. Ngozi Okonjo-Iweala) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ในโอกาสที่ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เดินทางเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าโลก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การกระจายตลาดส่งออก การส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs การค้าดิจิทัล และการปฏิรูป WTO</strong>&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จะขยายตัวถึงร้อยละ 18.9 โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ไทยยังต้องเร่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถสร้างมูลค่าและได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณร้อยละ 12&ndash;14</p>

<p>นางศุภจี เปิดเผยอีกว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยยังให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดคู่ค้าผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้แก่ FTA กับสหภาพยุโรป การต่อยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการหารือด้านการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO</p>

<p>ในการนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ WTO ชื่นชมไทยที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลาย ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ และสนับสนุนแนวทางการกระจายตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเห็นว่าการจัดทำ FTA ช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสามารถดำเนินควบคู่กับระบบการค้าพหุภาคีได้ รวมทั้งสนับสนุนให้ไทยยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านมาตรการที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ WTO</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับ SMEs ใน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ โดยส่งเสริมความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Financing) ตลอดจนการส่งเสริมให้ SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA ผ่านการให้ความรู้และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ในประเด็นดังกล่าว ผู้อำนวยการใหญ่ WTO แนะนำให้ไทยพิจารณาความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการค้า (Trade Finance) และการเงินในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Finance) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนของ SMEs พร้อมแนะนำบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นองค์กรในกลุ่มธนาคารโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าว โดย WTO พร้อมพิจารณาความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเงินทุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ไทย</p>

<p>สำหรับการค้าดิจิทัล นางศุภจี ได้กล่าวถึงบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งจะช่วยสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันและเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่าย WTO ชื่นชมบทบาทของไทยและสนับสนุนให้ไทยพิจารณาขยายการมีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ WTO&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการปฏิรูป WTO เพื่อให้ระบบการค้าพหุภาคีมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และมาตรการทางการค้าที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ผู้อำนวยการใหญ่ WTO ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของไทยใน WTO และเชิญชวนให้ไทยร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป WTO โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา</p>

<p>&ldquo;ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจจากภายใน ควบคู่กับการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะการช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยแสดงความมุ่งมั่นและพร้อมทำงานร่วมกับ WTO เพื่อส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์มีความแน่นอน และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>องค์การการค้าโลก (WTO) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2538 มีหน้าที่กำกับดูแลการค้าพหุภาคี โดยเป็นเวทีสำหรับการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าและกำหนดกฎระเบียบ เพื่อให้การค้าเสรีตั้งอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียม อีกทั้งยังทำหน้าที่ระงับข้อพิพาท ทบทวนนโยบายการค้า และส่งเสริมความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยปัจจุบัน WTO มีสมาชิก 166 ประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างหารือการจัดทำกฎเกณฑ์ใหม่&nbsp;ๆ และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ อาทิ การปฏิรูป WTO เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก.</p>

<p style="text-align: center;">----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
23 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026102369a05f6695b621588d9449a049ba8ef6184250.jpg' type='image/jpg' length='241472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ หนุนศึกษาการยกระดับความตกลง AJCEP  โอกาส MSMEs เชื่อมตลาดและห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15103</link>
<guid isPermaLink="false">ab77938f547297b830f366187d38977a</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 10:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202610213c14d50c6c7a54b16494cf07e0124ca4103030.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>อาเซียนหารือญี่ปุ่น&rsquo; ปูทางการยกระดับความตกลง AJCEP-JC ให้สอดคล้องกับการค้ายุคใหม่ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการค้าและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล-สีเขียว เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินทางปัญญา หนุน MSMEs เดินหน้าหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งเป้าประกาศเริ่มเจรจาอัปเกรดความตกลงภายในปี 2570&nbsp;</strong></p>

<p>นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) ให้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP-JC) ครั้งที่ 23 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม&nbsp;2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยอาเซียนและญี่ปุ่นได้หารือแนวทางการจัดทำเอกสารแนวคิดเพื่อปูทางสู่การยกระดับความตกลง AJCEP ให้สอดคล้องกับบริบทการค้ายุคใหม่ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการค้าและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>

<p>นางอุมาพร กล่าวว่า อาเซียนและญี่ปุ่นได้หารือสาขาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติมจากความตกลง AJCEP ฉบับปัจจุบัน ที่มีผลใช้บังคับมาเกือบ 20 ปี ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเตรียมที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับความตกลงให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไทยได้ผลักดันให้เพิ่มประเด็นที่สอดคล้องกับความตกลงการค้าสมัยใหม่ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง การส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าและบริการโดยเฉพาะผู้บริโภคออนไลน์ เพิ่มความโปร่งใสและความเป็นธรรมทางการค้า พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>

<p>นางอุมาพร เพิ่มเติมว่า ภายหลังจากการประชุมในครั้งนี้ อาเซียนและญี่ปุ่นจะร่วมกันหารืออย่างใกล้ชิดเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางจัดทำเอกสารแนวคิดและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยตั้งเป้าที่จะประกาศการเริ่มเจรจายกระดับความตกลง AJCEP ได้ภายในปลายปี 2570 โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก และความต้องการของภาคเอกชน เพื่อให้ความตกลงการค้าเสรีของไทยเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้า ส่งเสริมการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอาเซียน และอันดับ 3 ของไทย โดยการค้าระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 245,443.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 53,204.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.3 จากปีก่อนหน้า สำหรับในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค. 2569) การค้ารวมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 38,961.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.91 โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 17,937.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.81 และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 21,023.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.04 สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">20 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610213c14d50c6c7a54b16494cf07e0124ca4103030.jpg' type='image/jpg' length='71254' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ผู้แทนการค้าไทย’ หารือรัฐมนตรีการค้าเนเธอร์แลนด์ หนุนเร่งสรุปผล FTA ไทย-EU ส่งเสริมความร่วมมือ‘เทคโนโลยี-ลงทุน’]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15100</link>
<guid isPermaLink="false">ed76833f85d88d4305f70e97d53b729d</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 11:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261020c8ab8b46c62acedbd91793cfaee61788110335.jpg" style="width: 460px; height: 307px;" />&nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.20261020495a78cc3de54e257fe768836a352d1f110507.jpg" style="width: 460px; height: 307px;" /></p>

<p><strong>เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือกับนาย Sjoerd Sjoerdsma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ณ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (European Union: EU) ที่เนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกสำคัญ ตลอดจนทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสถานการณ์การค้าโลก</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับคุณภาพของความตกลง และคำนึงถึงการสร้างการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศสมาชิก EU สนับสนุนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าวขาว เนื้อไก่ และปลาทูน่ากระป๋อง เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทย</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการสร้างสมดุลด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม โดยผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้แลกเปลี่ยนข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมและการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อเนเธอร์แลนด์ และ EU&nbsp;<br />
นายวีระพงษ์ เสริมว่า หลังการหารือยังได้พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกับเครือข่ายภาคธุรกิจไทยและเนเธอร์แลนด์ที่เข้าร่วมงานเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย อาทิ FrieslandCampina (Foremost), East-West Seed, Signify, KLM, Central Group, Indorama Ventures, SCG และ Thai Union โดยไทยได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายการเป็นพันธมิตรทางการค้าที่เกื้อหนุนกันและพึ่งพาได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมกติกาการค้าที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น รวมทั้งแนวทางการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า การยกระดับห่วงโซ่มูลค่าในภาคเกษตรและอาหาร และพลังงานสะอาด&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยใน EU โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่า 7,967.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.16 ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 7,019.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 948.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ แผงวงจรไฟฟ้า และเนื้อและส่วนต่างๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์</p>

<p style="text-align: center;">----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
19 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20261020c8ab8b46c62acedbd91793cfaee61788110335.jpg' type='image/jpg' length='76793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ เปิดกระทรวงฯ รับทัพนักธุรกิจยักษ์ใหญ่สวิส ดัน FTA ไทย–EFTA  สร้างประโยชน์ร่วม เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15095</link>
<guid isPermaLink="false">1c63cca87301f722cbb662eba0d4f585</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026101936c080c143758ba6816d478dfa60ab08102539.jpg" style="width: 560px; height: 444px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน เตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2570 มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก</strong><br />
การหารือครั้งนี้มีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ Nestl&eacute; ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง ทั้งโรงงานกาแฟแห่งใหม่และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง K&uuml;hne+Nagel ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกที่เห็นศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงแผนลงทุนด้านคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ Novartis และ Roche ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และ Oerlikon บริษัทเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงที่สนใจขยายการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในไทย<br />
นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH สะท้อนโอกาสขยายความร่วมมือครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้อยู่ที่การเจรจาจนได้ข้อสรุปเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พัฒนาสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เน้นผลประโยชน์ร่วม (Mutual Benefit) ทั้งการค้าและการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทสวิส และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคด้านศุลกากร การใช้ระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการจัดให้มีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น<br />
สำหรับการค้าไทย&ndash;สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.12 จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 สะท้อนศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA ไทย&ndash;EFTA มีผลใช้บังคับตามเป้าหมายวันที่ 1 มกราคม 2570</p>

<p style="text-align: center;">----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
17 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610195200812fff9954324faeae0919f4c85e102521.jpg' type='image/jpg' length='121754' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยขับเคลื่อนการเจรจายกระดับ FTA อาเซียน - เกาหลีใต้ เร่งหารือประเด็นสำคัญ มุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15081</link>
<guid isPermaLink="false">0ca2409b57d8a15a9a56085e3792b2d2</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026101279023ef7d1be918758925c2b37a966e7112934.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>ไทยร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 คืบหน้าต่อเนื่อง ทั้งบทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และบทการแข่งขันและการ คุ้มครองผู้บริโภค และมุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70 ผลักดันคณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ใน ระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยพร้อมด้วยอาเซียนกับ เกาหลีใต้ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อหารือความคืบหน้าการยกระดับความตกลง การค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ (ASEAN-Korea Free Trade Area: AKFTA) พร้อมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ของคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร เศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ความ เชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงานและวัตถุดิบ การพัฒนาที่ยั่งยืน และประเด็นด้านกฎหมาย</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้าในการเจรจาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญตามเป้าหมายในปี 2570 โดยเฉพาะในบทพิธีการ ศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ขั้นตอนการค้าระหว่างกันมีความสะดวกและ ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างข้อบทแล้ว คิดเป็นร้อยละ 75 ของข้อบท ในขณะที่การเจรจาบทการแข่งขันและ การคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้นำประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์มาพิจารณาภายใต้หัวข้อนี้ เพื่อให้ความตกลงครอบคลุมการค้าในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น โดยเห็นชอบร่างข้อบทแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของ ข้อบท นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบในหลักการให้ใช้พิธีสารแก้ไขความตกลงเป็นรูปแบบทางกฎหมาย สำหรับ การปรับปรุงความตกลง AKFTA เดิม อย่างไรก็ดี ยังมีรายละเอียดด้านกฎหมายและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องหารือ เพิ่มเติม โดยที่ประชุมสนับสนุนให้เร่งหาข้อสรุปในประเด็นเหล่านี้ภายในปี 2569</p>

<p>นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประสานท่าที ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน และการสนับสนุนให้คณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในระหว่างการ ประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน โดยเกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ใน เดือนธันวาคม 2569 สำหรับปี 2570 ไทยได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความ ตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 5 ในช่วงเดือนมีนาคม 2570 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้การ เจรจาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย โดยในปี 2568 การค้า ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 15,567.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.74 จากปีก่อนหน้า และในช่วง เดือนม.ค. - ส.ค. 2569 การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 14,474.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 39.38 โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ มูลค่า 4,446.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 10,027.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.20 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p style="text-align: center;">----------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
12 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026101279023ef7d1be918758925c2b37a966e7112934.jpg' type='image/jpg' length='160820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ “ไทย” ต้อนรับรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ “UAE” ยินดีพาณิชย์ฯ ปิดดีลเจรจา CEPA ไทย - UAE ดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงสู่ไทย]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15080</link>
<guid isPermaLink="false">c902004a8ca51ed31404f7c4f9f2ac26</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261009f6121159190436114c77e86453015cb5142351.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตนได้เข้าร่วมการหารือดังกล่าวด้วย โดยสองฝ่ายได้ร่วมยินดีต่อการ สรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ไทย &ndash; UAE และหารือแนวทางต่อยอดผลสำเร็จของการเจรจาฯ ไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น</strong></p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า UAE เป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่แสดงความสนใจจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทวิภาคี กับไทย ซึ่งสองฝ่ายได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่ปี 2566 และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการประชุมเจรจาจัดทำ CEPA ไทย &ndash; UAE รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ส่งผลให้ความตกลง CEPA ไทย &ndash; UAE เป็นความตก ลง FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยผลการศึกษาประเมินว่า การจัดทำ CEPA ไทย-UAE จะ ส่งผลให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 318-357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700-12,200 ล้านบาท การส่งออกของไทย จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 227-243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600-8,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการจัดทำ CEPA ระหว่างกัน โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไป UAE ได้มากขึ้น อาทิ อาหารปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว น้ำผลไม้ ผลไม้ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่ง สินค้าเหล่านี้ ฝ่าย UAE จะลดและยกเลิกภาษีให้ไทยภายใต้ CEPA</p>

<p>การจัดทำ CEPA ระหว่างไทยกับ UAE จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการลงทุนใน ระยะยาว และปูทางให้เกิดการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุน UAE ที่จะช่วย เพิ่มการจ้างงานในไทยด้วย โดยที่ผ่านมา ภายหลังการจัดทำ CEPA ระหว่าง UAE กับประเทศในอาเซียน UAE มีแนวโน้มเข้าไป ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ การลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับอินโดนีเซีย ในภาคเกษตร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ และการลงทุนมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับมาเลเซีย ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นสาขาที่ UAE มีศักยภาพ</p>

<p>นางศุภจี เสริมว่า การหารือในวันนี้ UAE ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในประเทศไทย อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์กับ SME ของไทย นอกจากนี้ ความตกลง CEPA ยังมี บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้สองฝ่ายพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และ สุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ซึ่งชาวตะวันออกกลาง รวมถึงชาวเอมิเรตส์นิยมมาใช้บริการที่ไทย โดยในปี 2567 มี ชาวเอมิเรตส์เดินทางมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทย 40,872 คน สร้างรายได้ให้ไทยกว่า 1,500 ล้านบาท ประกอบกับ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมด้านระบบนิเวศทางธุรกิจ จึงคาดว่า การสร้าง ความร่วมมือกับ UAE จะช่วยต่อยอดให้อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไทยมองเห็นศักยภาพในการใช้ UAE เป็นจุดเชื่อมโยงกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางอีกด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้า ระหว่างไทยกับ UAE สูงถึง 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทย 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก UAE 16,755.49 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและทองคำ ซึ่งหากหักมูลค่าการค้าสินค้าดังกล่าวออก ไทยจะได้ ดุลการค้าสินค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณี และเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและ แปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
8 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610096d639a2c1c1aaf846fad1f702088f363142241.jpg' type='image/jpg' length='136067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘พาณิชย์’ นำทัพอาเซียนหารือฮ่องกง พร้อมลงนามยกระดับกติกาการลงทุนอาเซียน–ฮ่องกง]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15078</link>
<guid isPermaLink="false">a2f58c3f6a1390eba8ed64626f36c083</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202610075d31da76a30ae0dbd97a21c52895cff8160137.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าภารกิจสำคัญ ด้าน เศรษฐกิจในเวทีอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 เข้าร่วมการประชุม รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;ฮ่องกง ครั้งที่ 10 ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียน ซึ่งทำหน้าที่ เป็นประธานร่วมฝ่ายอาเซียนในการเจรจากับฮ่องกง โดยเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้เกิดผล เป็นรูปธรรม</strong></p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;ฮ่องกงครั้งนี้ ไทยในฐานะตัวแทนอาเซียนได้ ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน&ndash;ฮ่องกง (AHKIA) กับฝ่ายฮ่องกง ซึ่งถือเป็น อีกหนึ่งในหมุดหมายสำคัญระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง เนื่องจากพิธีสารดังกล่าวจะเพิ่มเรื่องการเปิดเสรีด้านการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและในสาขาที่ไทยยังมีความต้องการ อาทิ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ และแผ่นวงจรพิมพ์ อันจะช่วยส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและกระตุ้นในเกิด การจ้างงานในประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมี ศักยภาพ โดยใช้จุดแข็งของฮ่องกงเป็นประตูการค้าในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดจีนและภูมิภาคอื่น</p>

<p>นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ไทยเห็นความสำคัญของการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในฐานะ &ldquo;Super Connector&rdquo; ของโลก ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพอย่างยิ่งในการเป็นสะพานเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และภาคธุรกิจระหว่างภูมิภาค อาเซียนและฮ่องกงจำเป็นต้องจับมือทำงานร่วมกันในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน ดิจิทัล และนวัตกรรม รวมทั้งควร ใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือในระดับระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด</p>

<p>&ldquo;การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับฮ่องกงในรอบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของทั้งไทยและอาเซียนในการ ยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนกับฮ่องกง ซึ่งไทยเป็นตัวแทนอาเซียนร่วมลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไข AHKIA สะท้อนให้ เห็นถึงบทบาทของไทยที่พร้อมจะเป็นผู้นำอาเซียนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของอาเซียนกับฮ่องกง โดยในมิติของ ความร่วมมือ ไทยเห็นว่าการทำงานในอนาคตควรมุ่งสู่ความสัมพันธ์แบบ &ldquo;Co-Creation&rdquo; หรือการร่วมกันสร้าง โอกาสและคุณค่าใหม่ๆ โดยตั้งอยู่บนหลัก &ldquo;Mutual Benefit&rdquo; ทำให้ทั้งอาเซียนและฮ่องกงสามารถปรับตัวและรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของอาเซียน โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับฮ่องกงมีมูลค่ารวม 154,542 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.58 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของฮ่องกงในกลุ่มประเทศ อาเซียน รองจากเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในขณะที่การค้าระหว่างอาเซียนกับฮ่องกงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 99,114.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากอาเซียนไปฮ่องกง 84,882.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากฮ่องกง 14,232.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปฮ่องกง ได้แก่ เครื่องจักร</p>

<p>ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าอื่น ๆ เชื้อเพลิงที่ได้ จากแร่ เป็นต้น ในขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากฮ่องกง ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรไฟฟ้าและ ส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ เหล็กและ เหล็กกล้า เป็นต้น</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
7 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202610075d31da76a30ae0dbd97a21c52895cff8160137.jpg' type='image/jpg' length='80204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[FTA ไทย-EU เข้าใกล้เส้นชัย เร่งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาด มุ่งสรุปผลภายในปีนี้]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15076</link>
<guid isPermaLink="false">3adec06597109a28e11a504b08ac021c</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 13:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261007a6e5bf1e4c20e46a15e6d610754b6e7c140923.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาความ ตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุป แล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากัน ต่อ การเจรจาหลังจากนี้จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ เพื่อให้สรุปการเจรจาให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า &ldquo;การเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้นทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้ อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ กฎว่า ด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ในส่วนของการเจรจาเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความ เข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึง สินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี เน้นย้ำว่า FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและ กฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณา ความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว</p>

<p style="text-align: justify;">สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาด และประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569</p>

<p style="text-align: justify;">ปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 3.44 โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 9.27 สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น (1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) อัญมณี และเครื่องประดับ (3) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (4) ผลิตภัณฑ์ยาง และ (5) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ ไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.86 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (3) เคมีภัณฑ์ (4) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ (5) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
7 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20261007a6e5bf1e4c20e46a15e6d610754b6e7c140923.jpg' type='image/jpg' length='86130' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15066</link>
<guid isPermaLink="false">1530427821c024c92c864833ecdac1f9</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20261001496481aed1dbd1208a0d5b81ff061250111328.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำ หลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วม ฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการ ลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า</strong></p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการ ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้า และการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือน พฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่าง อาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความ เชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่ อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิง กฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น</p>

<p>ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์ เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้ สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดัน การเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่</p>

<p>ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพ ด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่ง ครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจ หมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่าง อาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทาง การค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ</p>

<p>ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้า สวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน&ndash;สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569&ndash;2573 เพื่อเป็น กรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การ เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอ ให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหาร ของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การ การค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทย ยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้า ดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
1 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20261001435990f88d508a89a99720ea3b3b7f31111339.jpg' type='image/jpg' length='113833' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสการค้าในภูมิภาคอเมริกาใต้ ด้วย FTA ไทย-เปรู]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/22/iid/15065</link>
<guid isPermaLink="false">c4ba8ade2c918d7dd8b5d800225b57b0</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260930406b1ec55e52b95064ba3f42284c0a7b104800.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;กรมเจรจาฯ&rsquo; จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสการค้าสินค้าและการค้า บริการ ด้วย FTA ไทย-เปรู ซึ่งสรุปผลการเจรจาทั้งหมดได้แล้ว เมื่อกลางปีที่ผ่านมา รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสใน การขยายธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ ตั้งเป้าให้เปรูเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การค้า สำคัญ รุกตลาดภูมิภาคอเมริกาใต้</strong></p>

<p>นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเรื่อง &ldquo;ขยายโอกาสการค้าในอเมริกาใต้ จาก FTA ไทย-เปรู&rdquo; เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและ เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการรุกตลาดเปรูและภูมิภาคอเมริกาใต้ หลังจากที่ ไทยและเปรูได้บรรลุข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับสมบูรณ์ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และส่งเสริมให้เกิดการ เชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ รวมทั้งขยายโอกาสการค้าสินค้าและบริการไทยในเปรูและภูมิภาค อเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจากประธานสภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา (นายสุภกิจ วรรณบูรณ์) เป็นผู้แทนของภาคธุรกิจที่มี ประสบการณ์ในการทำธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์การ เจรจาการค้าและการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค</p>

<p>นางขวัญนภา กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่เหลือร้อยละ 30 ใน ด้านการเป็นตลาดส่งออกใหม่ เปรูจะเปิดตลาดให้ไทย 1,766 รายการ อาทิ เนื้อปลา ผลไม้บางชนิด เวชภัณฑ์ และรถยนต์ และชิ้นส่วน ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์การนำเข้าวัตถุดิบทางเลือกเพื่อต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปิด ตลาดให้เปรู 3,204 รายการ อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยานยนต์ เนื้อสัตว์ ปลาบางรายการ และปลาป่น สำหรับการเปิดตลาด การค้าบริการ ไทยจะเปิดตลาดให้เปรูสามารถถือหุ้นธุรกิจบริการได้บางสาขา อาทิ บริการให้คำปรึกษาและบริหารจัดการ ทั่วไป บริการก่อสร้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่เปรูจะเปิดตลาดให้ไทยถือหุ้นได้ 100% เกือบทุกสาขาบริการ ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก คือ เปรูใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและการส่งสินค้าไปเปรูมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ ค่อนข้างสูง</p>

<p>นางขวัญนภา เพิ่มเติมว่า ความตกลง FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทย มีศักยภาพ อาทิ รถยนต์ ตู้เย็น และเวชภัณฑ์ รวมถึงภาคบริการของไทย อาทิ บริการกฎหมาย ก่อสร้าง วิศวกรรม และการ ท่องเที่ยว อีกทั้งการเปิดใช้ท่าเรือชานไคของเปรูในช่วงปลายปี 2567 ยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากเอเชีย รวม ไทยไปยังเปรูได้ประมาณ 10-12 วัน ซึ่งท่าเรือดังกล่าวจะถูกยกระดับให้เป็น &ldquo;Hub&rdquo; ในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศ เพื่อนบ้านของเปรู อาทิ บราซิล โบลิเวีย และโคลอมเบีย</p>

<p>ทั้งนี้ เปรูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมทั้งเป็นคู่ค้า อันดับ 60 ของไทยในโลก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยและเปรู มีมูลค่า 358.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 39.55 โดยไทยส่งออกไปเปรู มูลค่า 256.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ไทยนำเข้าจากเปรู มูลค่า 102.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่อง ซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่ แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้ สินแร่โลหะอื่นๆ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
28 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260930ac955f47830fca983b7a3002ee7fc218104658.jpg' type='image/jpg' length='64334' />
</item>
</channel>
</rss>
