<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศเรื่อง การจัดซื้อโดยรัฐ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/876</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/876" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[TNZCEP]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/876/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-นิวซีแลนด์</strong></p>

<p style="text-align: center;">บทที่ 13</p>

<p style="text-align: center;">การจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">ข้อ 13.1</p>

<p style="text-align: center;">วัตถุประสงค์</p>

<p>1.คู่ภาคีตระหนักว่า กฎหมายการจัดซื้อโดยรัฐ ระเบียบ วิธีปฏิบัติ และขั้นตอนที่สามารถเป็นการกีดกันทางการค้าและการบริการ ระหว่างคู่ภาคี ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของความตกลงนี้</p>

<p>2.คู่ภาคีจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดและขจัดอุปสรรคของการจัดหาสินค้าและบริการระหว่างคู่ภาคี ซึ่งกำหนดโดยกฎหมายการจัดซื้อ โดยรัฐ ระเบียบ นโยบาย วิธีปฏิบัติ และขั้นตอนและเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อโดยรัฐ<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">ข้อ 13.2</p>

<p style="text-align: center;">หลักการจัดซื้อ</p>

<p>คู่ภาคียืนยันอีกครั้งถึงความปรารถนาของตนเพื่อสนับสนุน และดำเนินการ ถึงขอบเขตความเป็นไปได้</p>

<p>(ก)หลักการว่าด้วยความไม่ผูกพันของเอเปกในเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส ความคุ้มค่า การเปิดกว้างและประสิทธิผลของการแข่งขัน การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบ กระบวนการที่เหมาะสม และการไม่เลือกปฏิบัติ และ</p>

<p>(ข)มาตรฐานความโปร่งใสภายใต้กรอบเอเปค สำหรับการจัดซื้อโดยรัฐ<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">ข้อ 13.3</p>

<p style="text-align: center;">การแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p>1.คู่ภาคีจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะนโยบายการจัดซื้อโดยรัฐ แนวทางปฏิบัติ และขั้นตอน รวมถึงแนวทางปฏิรูป หรือการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารการจัดซื้อโดยรัฐที่มีอยู่ของคู่ภาคี</p>

<p>2.คู่ภาคีจัดตั้งองค์กรดังต่อไปนี้ เพื่อดำเนินการในฐานะที่เป็นหน่วยติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล</p>

<p>สำหรับประเทศไทย : กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ</p>

<p>สำหรับประเทศนิวซีแลนด์ : กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ หน่วยงานกำกับและนโยบายด้านการแข่งขัน</p>

<p>3.องค์กรที่จัดตั้งขึ้น จะต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้จำหน่ายของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งที่สนใจที่จะดำเนินธุรกิจด้านการจัดซื้อ โดยรัฐในสาขาแต่ละธุรกิจ</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 13.4</p>

<p style="text-align: center;">คณะทำงาน</p>

<p>1.คู่ภาคีจะต้องจัดตั้งคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐของคู่ภาคี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p>2.คณะทำงานจะต้องจัดประชุมหรือติดต่อสื่อสารกันเป็นระยะๆ เพื่อหารือทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อโดยรัฐ รวมถึง การทบทวนของบทนี้</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 13.5</p>

<p style="text-align: center;">การเจรจาในอนาคต</p>

<p>คณะทำงานจะต้องรายงานต่อคณะทำงานร่วมซี อี พี ภายใน 12 เดือน นับจากวันที่มีผลใช้บังคับของข้อตกลงนี้ โดยมีแนวทางสำหรับการเริ่มต้นเจรจาแบบทวิภาคีเพื่อขยายวิธีการใช้ของบทนี้<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">ข้อ 13.6</p>

<p style="text-align: center;">การระงับข้อพิพาท</p>

<p>บทที่ 17 จะไม่ใช้กับบทนี้ เว้นแต่จะมีการให้อำนาจจากการเจรจาเพิ่มเติมที่กำหนดใน ข้อ 13.5</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[TAFTA]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/876/iid/645</link>
<guid isPermaLink="false">aca05fc651a77d0b170fb5cf712c3727</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 14:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>แบบทวิภาคี &nbsp;(Bilateral Agreement)</strong></p>

<p>ขณะนี้ประเทศไทยได้มีการลงนามจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีแล้วกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 และ 1 กรกฎาคม 2548 ตามลำดับ การจัดทำความตกลงฯ เรื่อง การจัดซื้อโดยรัฐ กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์โดยในเบื้องต้นเป็นการประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ได้สิ้นสุดการเจรจาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงนามความตกลงฯ สำหรับการจัดทำความตกลงฯ ไทย-สหรัฐอเมริกา และ EFTA ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย</p>

<p style="text-align: center;"><br />
บทที่ 15</p>

<p style="text-align: center;">การจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">ข้อ 1501</p>

<p style="text-align: center;">ความมุ่งประสงค์&nbsp;</p>

<p>คู่ภาคียอมรับถึงความสำคัญของการจัดซื้อโดยรัฐที่มีต่อเศรษฐกิจของตนและความสำคัญของการรวมเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐไว้ในความตกลงฉบับนี้ในโอกาสแรกที่สุด</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 1502</p>

<p style="text-align: center;">การจัดตั้งคณะทำงาน</p>

<p>1.คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนของภาครัฐของคู่ภาคี ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐได้จัดตั้งขึ้น ณ ที่นี้</p>

<p>2.คณะทำงานจะต้องพบปะกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด</p>

<p>3.คณะทำงานจะต้องรายงานต่อคณะกรรมการร่วมเอฟ ที เอ ภายใน 12 เดือนที่ความตกลงนี้มีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในเรื่องขอบเขตสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาทวิภาคี เพื่อนำเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐให้อยู่ภายใต้ความตกลงนี้ รวมถึงความครอบคลุมของการเจรจาดังกล่าว</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 1503</p>

<p style="text-align: center;">หลักการเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p>ในการเตรียมการสำหรับผลการเจรจาตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1502 คู่ภาคีจะต้องส่งเสริมและใช้ความโปร่งใส ความคุ้มค่าของเงิน การแข่งขันอย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิผล การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม &nbsp;ความรับผิดชอบและขั้นตอนโดยชอบ และการไม่เลือกปฏิบัติ ในกระบวนการจัดซื้อโดยรัฐของตนเท่าที่จะเป็นไปได้</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 1504</p>

<p style="text-align: center;">การแลกเปลี่ยนข้อสนเทศในเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ</p>

<p>คู่ภาคีจะต้องแลกเปลี่ยนข้อสนเทศในเรื่องนโยบายและการปฏิบัติด้านการจัดซื้อโดยรัฐ โดยขึ้นอยู่กับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของตน</p>

<p style="text-align: center;"><br />
ข้อ 1505</p>

<p style="text-align: center;">การระงับข้อพิพาท</p>

<p>บทที่ 18 จะต้องไม่ใช้กับบทนี้ เว้นแต่จะมีการให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยการเจรจาต่อไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1502</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[APEC]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/876/iid/644</link>
<guid isPermaLink="false">152c2b83091e17af9127cd18144b4dd7</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>&nbsp;ความตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก&nbsp;(เอเปค)</strong></p>

<p style="text-align: center;"><strong>(Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC)</strong></p>

<p align="left"><strong>ความเป็นมา</strong></p>

<p align="left">เอเปคจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532&nbsp;โดยการริเริ่มของประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเห็นว่าภูมิภาคนี้ประกอบด้วยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ&nbsp;และประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก ถือเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เมื่อประกอบกับความยืดเยื้อของการเจรจาการค้าหลายฝ่ายรอบอุรุกวัยทำให้ประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และออสเตรเลียซึ่งต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมาก ต้องการให้การเจรจารอบอุรุกวัยประสบผลสำเร็จโดยเร็วเพื่อให้การค้าของโลกมีการเปิดเสรีมากยิ่งขึ้น&nbsp;&nbsp;จึงต้องใช้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเปิดเสรี โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญข้อหนึ่ง คือ เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้แก่การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก โดยการรวมกลุ่มของเอเปคเป็นการรวมกลุ่มของเศรษฐกิจแบบ&nbsp;Non-binding&nbsp;ซึ่งจะแตกต่างจาก&nbsp;WTO&nbsp;คือ เป็นเวทีเพื่อการร่วมมือซึ่งความร่วมมือใด ๆ ที่เกิดขึ้นจะกระทำบนพื้นฐานของฉันทามติและความสมัครใจ&nbsp;(Voluntary basis)&nbsp;ของสมาชิก</p>

<p align="left"><br />
<strong>ประเทศสมาชิกเอเปค</strong></p>

<p align="left">ในปัจจุบันเอเปคมีสมาชิก&nbsp;21&nbsp;ประเทศ ประกอบด้วย</p>

<p align="left">สหรัฐอเมริกา</p>

<p align="left">แคนาดา</p>

<p align="left">ญี่ปุ่น</p>

<p align="left">เกาหลีใต้</p>

<p align="left">สิงคโปร์</p>

<p align="left">อินโดนีเซีย</p>

<p align="left">มาเลเซีย</p>

<p align="left">บรูไน</p>

<p align="left">ฟิลิปปินส์</p>

<p align="left">ไทย</p>

<p align="left">ออสเตรเลีย</p>

<p align="left">นิวซีแลนด์</p>

<p align="left">จีน</p>

<p align="left">จีนไทเป</p>

<p align="left">ฮ่องกง</p>

<p align="left">ปาปัวนิวกินี</p>

<p align="left">เม็กซิโก</p>

<p align="left">ชิลี</p>

<p align="left">เปรู</p>

<p align="left">เวียดนาม</p>

<p align="left">รัสเซีย</p>

<p align="left"><br />
<strong>เอเปคกับความร่วมมือทางด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ</strong></p>

<p align="left">กลุ่มเอเปคมีพัฒนาการทางด้านความร่วมมือเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ&nbsp;(Government Procurement-GP)&nbsp;ดังต่อไปนี้ ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537)&nbsp;ในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่&nbsp;2&nbsp;ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ได้มีแถลงการณ์โบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปค&nbsp;(The Bogor Declaration of&nbsp;Common Resolve)&nbsp;กำหนดเป้าหมายของเอเปคที่จะมีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคภายในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553)&nbsp;สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563)สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยให้การดำเนินการของเอเปคประกอบด้วย การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ(Economic and Technical Cooperation &ndash; ECOTECH)&nbsp;ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538)&nbsp;ในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่&nbsp;3 ที่นครโอซากาประเทศญี่ปุ่นได้มีการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ&nbsp;(The Government Procurement Experts&rsquo; Group&nbsp;หรือ&nbsp;GPEG)&nbsp;ขึ้น และใน&nbsp;Osaka Action Agenda(OAA)</p>

<p align="left"><br />
ได้ระบุให้สมาชิกในกลุ่มพัฒนาความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐสมาชิกในกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเปิดเสรีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ</p>

<p align="left"><br />
<strong>สาระสำคัญ</strong></p>

<p align="left">ในปี ค.ศ. 1999 GPEG&nbsp;ได้จัดทำ&nbsp;Non-binding Principles (NBPs) on Government&nbsp;Procurement&nbsp;ขึ้นเพื่อเตรียมไปสู่การเปิดเสรีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ โดยมีหลักการที่สำคัญ&nbsp;&nbsp;พอสรุปได้ดังต่อไปนี้</p>

<p align="left">1.ความโปร่งใส&nbsp;(Transparency)&nbsp;คือ ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องมีอย่างเพียงพอต่อการประกอบการตัดสินใจของผู้ขาย(Sufficient),ในระยะเวลาที่เหมาะสม&nbsp;(timeliness),มีขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผยและยุติธรรมกับผู้ขายทุกราย(availability),สามารถได้รับข้อมูลในราคาที่เหมาะสม&nbsp;(readily accessible medium at no or reasonable cost),และข้อมูลมีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส ถูกต้อง&nbsp;(consistency)</p>

<p align="left">2.ความคุ้มค่า&nbsp;(Value for Money)&nbsp;ประกอบด้วย การเลือกวิธีจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสม&nbsp;&nbsp;และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างผู้ขายให้มีการเสนอราคาและสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าที่สุด ในขณะที่กระบวนการคัดเลือกไม่ควรตัดสินจากปัจจัยทางด้านราคาเพียงอย่างเดียว (ราคาต่ำสุด)&nbsp;ควรจะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ ความเชี่ยวชาญและความสามารถของผู้ขายหรือผู้ให้บริการฯ โดยที่ความคุ้มค่าจะพิจารณาได้จากการเปรียบเทียบคุณสมบัติทุกด้านอย่างครบถ้วน และเป็นธรรม</p>

<p align="left">3.การแข่งขันอย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิผล&nbsp;(Open and Effective Competition)คือ&nbsp;การสนับสนุนให้มีการแข่งขันในการเสนอราคา และข้อเสนอด้านอื่นๆ การเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส หลีกเลี่ยงการทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนราชการในฐานะผู้ซื้อควรมีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่จะจัดซื้อเป็นอย่างดีเพื่อการคัดเลือกและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ</p>

<p align="left">4.การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม&nbsp;(Fair Dealing)คือ การที่ผู้ซื้อจะปฏิบัติต่อผู้ขายทุกรายอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันทั้งหมด ใช้หลักเกณฑ์ในการตัดสินการคัดเลือกที่ได้ประกาศไว้แล้วอย่างตรงไปตรงมา ระบุวิธีการในการเจรจา ตลอดจนเงื่อนไขของการยกเลิกการประกวดราคาไว้อย่างชัดเจนในเอกสารประกวดราคา หากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักเกณฑ์จะต้องประกาศให้ผู้เสนอราคาทุกรายทราบโดยทั่วกันทันที</p>

<p align="left">5.ความรับผิดชอบและกระบวนการที่เป็นธรรม&nbsp;(Accountability and Due Process)&nbsp;หน่วยงานและเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างจะต้องมีความรับผิดชอบและระมัดระวังต่อการกระทำของตน ทั้งในแง่ของความรับผิดชอบในหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อการเป็นผู้มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง สามารถอธิบายและให้เหตุผลในการพิจารณาคัดเลือกได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ควรจะกำหนดให้มีกระบวนการในการตรวจสอบ รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียนหรืออุทธรณ์ได้</p>

<p align="left">6.การไม่เลือกปฏิบัติ&nbsp;(Non-discrimination)&nbsp;การออกกฎระเบียบ ตลอดจนการปฏิบัติต่างๆ จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงกฎหรือการกระทำที่อาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ เช่น การกำหนดคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการ คุณสมบัติของผู้ขาย ขั้นตอนการพิจารณาผลการประกวดราคาต้องกระทำอย่างเปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[WTO]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/876/iid/643</link>
<guid isPermaLink="false">e22f7e308639f6cca5da0ebb7bb1960c</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ความตกลงฯภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)</strong></p>

<p><strong>ความเป็นมา</strong></p>

<ul>
	<li>ค.ศ. 1960 การเริ่มเจรจาระหว่างประเทศเกี่ยวกับความตกลงด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ครั้งแรกในกลุ่มประเทศองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD)</li>
	<li>ค.ศ. 1973 การเสนอร่างคู่มือนโยบาย กระบวนการ และวิธีปฏิบัติในการจัดซื้อโดยรัฐ (Draft Instrument on Government Purchasing Policies,Procedures and Practices) ต่อมา ในการเจรจาความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีและการค้า (General Agreement on Tariff and Trade: GATT)ในรอบเคนเนดี้ (Kennedy Round) ได้มีการยกประเด็นเรื่องการใช้มาตรการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในลักษณะที่เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศในลักษณะอุปสรรคที่มิใช่ภาษีขึ้น (Non-Tariff Barrier)แต่ผลการเจรจาเป็นรูปเป็นร่างในการเจรจาความตกลงแกตต์รอบโตเกียว (Tokyo Round)</li>
	<li>ค.ศ. 1979 ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง (หรือนิยมเรียกว่า Government Procurement Code)เป็นความตกลงเสริม (Side Agreement) ภายใต้กรอบการเจรจาความตกลงแกตต์ (GATT) รอบโตเกียว ที่มีการขยายหลักการพื้นฐานของความตกลงแกตต์ โดยเฉพาะการเพิ่มหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ(National Treatment) และหลักไม่เลือกปฏิบัติ(Non-Discrimination) ซึ่งเดิมเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช้บังคับกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มหลักความโปร่งใส(Transparency)และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ดีขึ้นด้วย</li>
	<li>ค.ศ. 1987 มีการแก้ไขปรับปรุง บทบัญญัติและขยายขอบเขตการบังคับใช้ความตก ลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในรอบโตเกียวไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากขอบเขตการบังคับใช้ยังจำกัดและมีเพียงประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้นที่เข้าเป็นภาคีสมาชิก ตัวอย่างเช่น ความตกลงในรอบโตเกียวไม่ครอบคลุมถึงสัญญาบริการ(Service Contracts Per Se) หรือจากนโยบายที่กำหนดให้หน่วยงานจัดซื้อของภาครัฐต้องซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการท้องถิ่น(Buy National Policy)ข้อพิจารณาเหล่านี้จึงนำไปสู่การเจรจาอีกครั้งในรอบอุรุกวัย(Uruguay Round) ในที่สุดก็ได้มีประเทศสมาชิกลงนามในความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อโดยรัฐ(The Government Procurement Agreement: GPA)พร้อมกับความตกลงองค์การการค้าโลกที่เมืองมาร์ราเกซ์ในวันที่ 15 เมษายน 2537 โดยบรรจุอยู่ในภาคผนวกที่ 4 และความตกลง GPA มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2539 แต่ความตกลง GPA เป็นความตกลงหลายฝ่าย (Plurilateral Agreement) ซึ่งผูกพันเฉพาะประเทศสมาชิกที่ผูกพันเท่านั้น ความตกลง GPA มิใช่ความตกลงพหุภาคี(Multilateral Agreement)เหมือนอย่างความตกลงองค์การการค้าโลกอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งมีผลผูกพันประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกทั้งหมด ทั้งนี้ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ได้เข้าเป็นภาคีในความตกลง GPA แล้ว โดยประเทศไทยยังไม่เข้าร่วมเป็นภาคีกับความตกลงฯดังกล่าว</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ประเทศสมาชิกภายใต้ความตกลง&nbsp;GPA</strong></p>

<p>แคนาดา</p>

<p>สาธารณรัฐออสเตรีย</p>

<p>ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม</p>

<p>สาธารณรัฐไซปรัส</p>

<p>สาธารณรัฐเช็ก</p>

<p>ราชอาณาจักรเดนมาร์ก</p>

<p>สาธารณรัฐเอสโตเนีย</p>

<p>สาธารณรัฐฟินแลนด์</p>

<p>สาธารณรัฐฝรั่งเศส</p>

<p>สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน</p>

<p>สาธารณรัฐเฮลเลนิก(กรีซ)</p>

<p>สาธารณรัฐฮังการี</p>

<p>ไอร์แลนด์</p>

<p>สาธารณรัฐอิตาลี</p>

<p>สาธารณรัฐลัตเวีย</p>

<p>สาธารณรัฐลิทัวเนีย</p>

<p>ราชรัฐลักเซมเบิร์ก</p>

<p>สาธารณรัฐโปแลนด์</p>

<p>สาธารณรัฐโปรตุเกส</p>

<p>สาธารณรัฐสโลวัก</p>

<p>สาธารณรัฐสโลวีเนีย</p>

<p>ราชอาณาจักรสเปน</p>

<p>ราชอาณาจักรสวีเดน</p>

<p>สหราชอาณาจักร</p>

<p>สาธารณรัฐไอซ์แลนด์</p>

<p>รัฐอิสราเอล</p>

<p>ญี่ปุ่น</p>

<p>สาธาณรัฐเกาหลี</p>

<p>ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์</p>

<p>ราชอาณาจักรนอร์เวย์</p>

<p>สาธารณรัฐสิงคโปร์</p>

<p>สมาพันธรัฐสวิส</p>

<p>สหรัฐอเมริกา</p>

<p>มอลต้า</p>

<p>ฮ่องกง</p>

<p>ลิกเตนสไตน</p>

<p align="left"><br />
<strong>วัตถุประสงค์ของความตกลงฯ&nbsp;</strong>(<strong>Objectives)</strong></p>

<p align="left">วัตถุประสงค์สำคัญของความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;คือ การเพิ่มการเปิดเสรีทางการค้าในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้มากขึ้น โดยการขจัดการเลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าและบริการของต่างชาติกับสินค้าและการบริการภายในประเทศ(Non-Discrimination Basis)&nbsp;ความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;จึงกำหนดกรอบว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของประเทศสมาชิกที่จะต้องปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระเบียบกระบวนการ และแนวปฏิบัติภายในที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของตนให้เปิดตลาดมากขึ้นและใช้ข้อพิจารณาเชิงพาณิชย์ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างผู้ประกอบการทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งกระบวนการต้องมีความโปร่งใสมากขึ้นทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศด้วย</p>

<p><br />
<strong>หลักการพื้นฐาน&nbsp;</strong>(<strong>Basic Principle)</strong></p>

<p align="left">พันธกรณีของความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;สามารถแบ่งได้สองส่วนหลักๆ คือ บทบัญญัติสาระบัญญัติ(Substantive)&nbsp;และบทบัญญัติวิธีสบัญญัติ(Procedural) โดยในพันธกรณีที่เป็นสาระบัญญัตินั้นได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องใช้หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ(National Treatment)และหลักไม่เลือกปฏิบัติ(Non-Discrimination)&nbsp;กับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ และสำหรับพันธกรณีวิธีสบัญญัติมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันว่า ประการแรกกระบวนการประมูลเป็นกระบวนการที่เปิดและโปร่งใส ซึ่งรวมทั้งยังเปิดโอกาสให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่สนใจทุกราย ประการที่สองความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจหลังการคัดเลือกผู้ชนะ และประการที่สามกระบวนการโต้แย้งที่มีการเยียวยาหากมีการฝ่าฝืนความตกลง&nbsp;GPA</p>

<p align="left">1) หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ&nbsp;(National Treatment)และหลักไม่เลือกปฏิบัติ&nbsp;(Non-Discrimination)</p>

<p align="left">หลักประติบัติเยี่ยงคนชาติและหลักไม่เลือกปฏิบัติในความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;นั้นได้วางหลักการที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติต่อสินค้า บริการและคนชาติของประเทศสมาชิกอื่นเสมือนสินค้า บริการและคนชาติของตน และต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติเป็นพิเศษต่อสินค้า บริการ หรือคนชาติใด แต่จะไม่รวมกรณีภาษีศุลกากรนำเข้า(Import Duties and Charges)หรือมาตรการที่เกี่ยวกับการค้าบริการ เนื่องจากมีกฎเกณฑ์หรือความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องนี้ โดยเฉพาะอยู่แล้ว&nbsp;&nbsp;ประเทศสมาชิกต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบการสินค้าหรือบริการของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเนื่องจากความเป็นเจ้าของที่เป็นคนต่างชาติ หรือเป็นสาขาของบริษัทต่างชาติ&nbsp;(Foreign Affiliation and Ownership)และประเทศสมาชิกต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบการโดยอ้างเหตุแหล่งประเทศที่ผลิตสินค้าหรือให้บริการ(Country of Production of Goods or&nbsp;Services)&nbsp;หากประเทศนั้นเป็นภาคีสมาชิกของความตกลง&nbsp;GPA จึงอาจกล่าวได้ว่าหลักแหล่งกำเนิดสินค้า&nbsp;(Rule of Origin)มีบทบาทค่อนข้างมากในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;ก็พยายามส่งเสริมให้ใช้ หลักการตามความตกลงว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า&nbsp;(Agreement on Rules of Origin)และความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ(General Agreement on Trade in Services)ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก</p>

<p align="left">2)&nbsp;หลักความโปร่งใส (Transparency)</p>

<p align="left">หลักความโปร่งใส(Transparency)ถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการบริหารราชการของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย ความโปร่งใสให้ความสำคัญกับกระบวนการค่อนข้างมาก สำหรับความตกลง&nbsp;GPA&nbsp;นั้น</p>

<p align="left"><br />
<strong>สาระสำคัญ</strong></p>

<p align="left">สาระสำคัญของ&nbsp;GPA&nbsp;ฉบับปัจจุบันมีทั้งหมด&nbsp;24&nbsp;&nbsp;มาตรา ซึ่งแบ่งตามหัวข้อ ดังนี้</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;1 &ndash; ขอบเขตและความครอบคลุม</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;2 &ndash;&nbsp;การประเมินมูลค่าสัญญา</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;3 &ndash;&nbsp;การประติบัติเยี่ยงคนชาติและการไม่เลือกปฏิบัติ</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;4 &ndash;&nbsp;กฎแหล่งกำเนิดสินค้า/บริการ</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;5 &ndash;&nbsp;การปฏิบัติพิเศษและที่แตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;6 &ndash;&nbsp;คุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิค</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;7 &ndash;&nbsp;วิธีการดำเนินการประมูล</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;8 &ndash;&nbsp;คุณสมบัติของผู้จัดจำหน่าย</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;9 &ndash;&nbsp;การเชิญชวนผู้จัดจำหน่ายที่สนใจเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;10 &ndash;&nbsp;การคัดเลือกวิธีการดำเนินการประมูล</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;11 &ndash;&nbsp;ข้อจำกัดด้านเวลาในการประมูลและการส่งมอบ</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;12 &ndash;&nbsp;เอกสารการประมูล</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;13 &ndash;&nbsp;การยื่นซอง การรับรอง การเปิดซองประมูลและการตัดสินผู้ชนะการประมูล</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;14 &ndash;&nbsp;การเจรจาต่อรอง</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;15 &ndash;&nbsp;การประมูลแบบจำกัด</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;16 &ndash;&nbsp;การชดเชย/หักล้างกัน</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;17 &ndash;&nbsp;ความโปร่งใส</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;18 &ndash;&nbsp;ข้อมูลและการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับพันธกรณีของหน่วยงาน</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;19 &ndash;&nbsp;ข้อมูลและการพิจารณาทบทวนพันธกรณีของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;20 &ndash;&nbsp;วิธีดำเนินการคัดค้าน</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;21 &ndash;&nbsp;สถาบัน</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;22 &ndash;&nbsp;การปรึกษาหารือและการระงับข้อพิพาท</p>

<p align="left">มาตรา&nbsp;23 &ndash; ข้อยกเว้นในการตกลงฯ</p>

<p>มาตรา&nbsp;24 &ndash;&nbsp;บทบัญญัติสุดท้าย</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศเรื่อง การจัดซื้อโดยรัฐ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/876/iid/641</link>
<guid isPermaLink="false">cdec35d09dae32266a0917fb1508c5e6</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jul 2019 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศโดยการขยายขอบเขตการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ครอบคลุมสาระสำคัญในด้านเศรษฐกิจทั้งหมด เช่น การค้า การเงินและการลงทุน เป็นต้น &nbsp;การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือการจัดซื้อโดยรัฐ (Government Procurement) ก็เป็นหัวข้อสำคัญที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการเจรจาจัดทำข้อตกลงฯ เนื่องจากมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถึงประมาณ ร้อยละ 3-5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขณะที่ ประเทศไทยยังไม่มีการเปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าถึงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยได้โดยตรง ดังนั้น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในการจัดทำข้อตกลงฯ ระหว่างประเทศทั้งที่เป็นระดับพหุภาคี (Multilateral Agreement) และทวิภาคี (Bilateral Agreement) อย่างไรก็ตาม การเจรจาจัดทำข้อตกลงแบบทวิภาคีในหัวข้อ Government Procurement จะมีความแตกต่างจากหัวข้ออื่นๆ เนื่องจากจะใช้ข้อตกลงฯ แบบพหุภาคีเป็นกรอบในการเจรจาฯ โดยตามความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศในเรื่องที่สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ตามลักษณะของข้อตกลงดังนี้</p>

<p>1. แบบพหุภาคี (Multilateral Agreement)</p>

<p>1.1 ความตกลงฯภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)</p>

<p>1.2 ความตกลงฯภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation:APEC)</p>

<p>2. แบบทวิภาคี (Bilateral Agreement)</p>

<p>2.1 ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA)</p>

<p>2.2 ความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership: TNZCEP)</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
