<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[การประชุม]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/730</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/730" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ผลการดำเนินงานที่สำคัญ (ปี 1989 - 2010)]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/730/iid/744</link>
<guid isPermaLink="false">01b0a79fbcdab6113efd356559d8ed05</guid>
<pubDate>Tue, 11 Jun 2019 15:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ในปีพ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989)</strong> ได้มีการจัดการประชุมเพื่อก่อตั้งเอเปคที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย โดยมีสมาชิกแรกเริ่ม 12 ราย (ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา)<br />
<br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งแรกที่ Blake Island มลรัฐ Seattle สหรัฐฯ มีแถลงการณ์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของผู้นำเอเปค (APEC Leaders Economic Vision Statement) ซึ่งเน้นการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและเปิดเสรีการค้าและการลงทุน<br />
<br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่สองที่เมืองโบกอร์ อินโดนีเซีย มีแถลงการณ์โบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปค (The Bogor Declaration of Common Resolve) ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้เอเปคเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคภายในปี ค.ศ. 2010 สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และค.ศ. 2020 สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนา โดยให้การดำเนินการของเอเปคประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH)<br />
<br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 3 ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรองแผนปฏิบัติการโอซาก้า (Osaka Action Agenda) ซึ่งเป็นกรอบ/แนวทางในการดำเนินงานของสมาชิก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนตามปฏิญญาโบกอร์ โดยแผนปฏิบัติการโอซาก้าแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ การเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และส่วนที่สอง ได้แก่ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ซึ่งประกอบด้วย 13 สาขาความร่วมมือ คือ พลังงาน การประมง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โทรคมนาคมและสารสนเทศ การส่งเสริมการค้า การขนส่ง การท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตร วิสาหกิจขนาดเล็ก-กลาง ข้อสนเทศด้านการค้าและการลงทุน (ยุบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541) และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ<br />
<br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 4 ที่อ่าวซูบิค ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับรองแผนปฏิบัติการมะนิลา (The Manila Action Plan for APEC) ซึ่งเป็นการรวบรวมแผนงานทั้งหมดของเอเปคทางด้านการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และ ECOTECH ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการโอซาก้า แผนปฏิบัติการมะนิลาที่สำคัญประกอบด้วย</p>

<ul>
	<li>แผนปฏิบัติการของสมาชิกเอเปคแต่ละราย (Individual Action Plans: IAPs) สำหรับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนใน 14 สาขา คือ ภาษีศุลกากร มาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร บริการ การลงทุน มาตรฐานสินค้าและการรับรอง พิธีการศุลกากร สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การผ่อนคลายกฎระเบียบ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การระงับข้อพิพาท การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ และการปฏิบัติตามผลการเจรจาการค้าหลายฝ่ายรอบอุรุกวัย</li>
	<li>แผนปฏิบัติการร่วม (Collective Action Plans: CAPs) ซึ่งเป็นแผนงานที่สมาชิกเอเปคทุกรายจะปฏิบัติร่วมกันเพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน</li>
	<li>กิจกรรมร่วม (Joint Activities) ในด้าน ECOTECH ประกอบด้วย โครงการความร่วมมือ ECOTECH ที่กำลังดำเนินการอยู่ในกรอบคณะกรรมการ/คณะทำงานต่าง ๆ ของเอเปค</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 5 ที่นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้มีมติริเริ่มให้มีกระบวนการทบทวนแผนปฏิบัติการของแต่ละสมาชิก (IAP Peer Review) เพื่อเปิดโอกาศให้สมาชิกเรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิรูปของสมาชิกอื่นและเพื่อสนับสนุนการเปิดตลาดและมาตรการต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายในการทำดำเนินธุรกิจ<br />
<br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2544 (ค.ศ.2001)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 9 ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้บรรลุผลดังนี้</p>

<ul>
	<li>ปรับแผนปฏิบัติการโอซาก้าให้ทันสมัย จัดทำแผนปฏิบัติการการอำนวยความสะดวกทางการค้าช่วงที่ 1 (ปี 2001- 2006) ดำเนินการให้มีความโปร่งใสในด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจและการปฏิบัติตามหลักการความโปร่งใสที่ได้มีการตกลงกันไว้แล้ว</li>
	<li>ปรับปรุงกระบวนการทบทวน IAP</li>
	<li>เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ e-APEC Strategy ซึ่งเป็นแผนระยะยาวที่ม ีเป้าประสงค์ให้เอเปคก้าวสู่สังคมดิจิทัล โดยอาศัยประโยชน์จาก ICT และเครือข่ายที่ก้าวหน้า เชื่อถือได้ และแน่นอน</li>
	<li>ให้ดำเนินงานอย่างเร่งด่วนในโครงการริเริ่มว่าด้วยระบบอาหารของเอเปค (APEC Food System Initiative) ซึ่งมุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท การส่งเสริมการค้าอาหาร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปอาหาร</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ในปีพ.ศ. 2545 (ค.ศ.2002) </strong>การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 10ที่ ณ เมืองลอสคาบอส ประเทศเม็กซิโก นายกรัฐมนตรีไทยได้แถลงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคประมาณ 23 ครั้ง ในปี 2546 โดยไทยให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมความรู้ ส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ ปฏิรูประบบการเงิน เน้นการเติบโตด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม วิสาหกิจขนาดจิ๋ว เป็นต้น<br />
<br />
<strong>ในปี พ.ศ.2546 (ค.ศ.2003) </strong>&nbsp;ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีค้าเอเปค (APEC MRT) 2003 ในเดือนมิถุนายน 2546 ณ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ Theme เดียวกับประเด็นหลักของการประชุมเอเปค 2003 คือ โลกแห่งความแตกต่าง: หุ้นส่วนเพื่ออนาคต (A World of Differences : Partnership for the Future) โดยการประชุมเน้นการเสริมสร้างการค้าและความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสมาชิกเอเปคที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมและระดับการพัฒนา (Strengthening Trade and Economic Partnership among Diverse Economies)</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ได้บรรลุผลดังนี้</p>

<ul>
	<li>ให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอของไทยให้จัดตั้งแกนกลางของเอเปค (APEC Geneva Caucus) ขึ้นที่เจนีวา เพื่อให้ผู้แทนสมาชิกเอเปค ณ นครเจนีวาได้มีโอกาสร่วมมือและแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น</li>
	<li>ให้ดำเนินโครงการนำร่องสำหรับสมาชิกที่มีความพร้อม (Pathfinder Initiatives) &nbsp; ซึ่งรวมถึงโครงการจัดทำความตกลงยอมรับมาตรฐานร่วมด้านอาหารของอาหารของเอเปค (APEC Sectoral Food MRA Initiative) และแถลงการณ์เรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อยุติการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าประเภทซีดี และเปิดทางเลือกด้านเทคโนโลยีสำหรับภาคธุรกิจ</li>
	<li>ย้ำถึงความสำคัญของความสมดุลระหว่างมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายและการ อำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเห็นว่ามาตรการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่อาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกได้ ดังนั้นจึงสนับสนุนให้มีความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิกในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วย</li>
	<li>เห็นชอบแผนงานของเอเปคด้านการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อสร้างเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของสมาชิกให้เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่ นโยบายการแข่งขันและการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ บรรษัทภิบาล การปฏิรูปโครงสร้างหนี้ และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างกฎหมายทางเศรษฐกิจ</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ในปีพ.ศ.2547 (ค.ศ.2004)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 12 ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี&nbsp;ได้บรรลุผลดังนี้</p>

<ul>
	<li>รับรองแนวทางการจัดทำเขตการค้าเสรีในกรอบเอเปค (Best Practices for RTAs/FTAs) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำ RTAs/FTAs ของสมาชิกเอเปค โดยครอบคลุมประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความโปร่งใส กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น</li>
	<li>เห็นชอบสินค้า IT 3 รายการ คือ multi-chip integrated circuits, digital multifunctional machines and modems เพื่อเสนอต่อ WTO พิจารณาความเป็นไปได้ในการยกเลิกภาษีต่อไป</li>
	<li>รับทราบข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ABAC เรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ และขอบเขตของการจัดทำเขตการค้าเสรีนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia Pacific : FTAAP)</li>
	<li>รับรอง Leaders Agenda to Implement Structural Reform (LAISR) เพื่อให้สมาชิกปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านนโยบายการแข่งขันและการใช้ระบบธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ในปีพ.ศ.2548 (ค.ศ.2005)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ได้บรรลุผลดังนี้</p>

<ul>
	<li>ให้การรับรองรายงานการประเมินผลกลางรอบของความคืบหน้าในการเปิดเสรีการค้าการลงทุนของเอเปค (Mid-term stocktake) ซึ่งระบุแผนการดำเนินงานต่อไปของเอเปคเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโบกอร์ (Busan Roadmap to Bogor Goals) อาทิเช่น การสนับสนุนการเจรจาการค้าพหุภาคี การจัดทำ RTAs/FTAs ให้มีคุณภาพ</li>
	<li>รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินงานของสมาชิกเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าโดยมีเป้าหมายดเพื่อลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการค้าลง 5% ภายในปี 2006 และเห็นพ้องที่จะลดต้นทุนลงอีก 5% ภายในปี 2010 ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนงาน (action plan) ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าต่อจากปี 2006</li>
	<li>เห็นชอบการจัดทำ RTAs/FTAs ให้มีคุณภาพและครบถ้วน (comprehensive) โดยจัดทำต้นแบบ (model measures) ในเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ใน RTAs/FTAs Chapter ให้ได้มากที่สุดภายในปี 2008 เนื่องจากเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายโบกอร์ และรับทราบต้นแบบด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า (model measures on trade facilitation) เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับสมาชิกในการเจรจาจัดทำ RTAs/FTAs ในเรื่องดังกล่าวให้มีคุณภาพ โดยการดำเนินการดังกล่าวให้เป็นไปตามความสมัครใจ</li>
	<li>รับรองแนวทางการดำเนินงาน (Model Guidelines) เพื่อลดการค้าสินค้าปลอมแปลงและสินค้าผิดกฎหมาย คุ้มครองไม่ให้เกิดการทำซ้ำและลอกเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต และป้องกันการขายสินค้าปลอมแปลงบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์</li>
	<li>หารือเรื่อง Technology Choice Principles ซึ่งกล่าวถึง การมีนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่ใความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และเปิดกว้าง ให้มีการแข่งขันโดยไม่มีข้อจำกัดในการเลือกใช้เทคโนโลยีจากรัฐบาล</li>
	<li>เห็นชอบข้อเสนอของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัด Seminar on the Development of Sectora Food MRAs ในเดือนมิถุนายน 2006 เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานในเรื่องนี้</li>
	<li>เห็นว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคง ปลอดภัย และการเจริญเติบโตของภูมิภาคเอเปค จึงสนับสนุนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสูญหายหรือการขโมยเอกสารการเดินทางแก่ International Criminal and Police Organization (ICPO) และเรียกร้องให้มีความร่วมมือกันในการใช้เอกสารการเดินทางแบบ machine readable ที่มีข้อมูล biometrics ภายในปี 2008 หากเป็นไปได้</li>
	<li>ที่ประชุมมีความกังวลต่อประเด็นเรื่องผลกระทบของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสินค้า รวมถึงข้อเสนอของ EU ในเรื่อง REACH legislation (Registration, Evaluation and Authorisation of Chemicals กฎระเบียบของ EU ที่ควบคุมการใช้สารเคมีในสินค้าทุกชนิด) และกฎระเบียบเรื่องข้อจำกัดต่อสารที่เป็นอันตราย (Restriction of Hazardous Substances: RoHS) ต่อการค้าระหว่างประเทศ จึงขอให้มีการหารือทั้งในระดับสองฝ่ายและเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะใช้เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้เพื่อเป็นข้อจำกัดทางการค้า</li>
</ul>

<p><br />
<strong>ในปีพ.ศ.2549 (ค.ศ.2006)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 14 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม&nbsp;ได้บรรลุผลดังนี้</p>

<ul>
	<li>ออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้การเจรจารอบโดฮาฟื้นขึ้นมา โดยสมาชิกพร้อมที่จะผ่อนปรนท่าทีในเรื่องสำคัญๆ และคำนึงถึงความกังวลและความอ่อนไหวของสมาชิก</li>
	<li>รับรองแผนปฏิบัติการฮานอย ซึ่งกำหนดแผนปฏิบัติการในเรื่องต่างๆ และกรอบระยะเวลาในการดำเนินการในช่วงปี 2007-2010 เพื่อไปสู่เป้าหมายโบกอร์ เช่นการสนับสนุนการเจรจาการค้าพหุภาคี การส่งเสริมการจัดทำ RTAs/FTAs ให้มีคุณภาพ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน</li>
	<li>รับรองผลการศึกษาของ PECC ซึ่งสรุปว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเปิดเสรีการค้ามากขึ้นภายใต้เอเปค มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสมาชิกมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคเห็นว่า FTAAP เป็นเป้าหมายระยะยาวและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปศึกษาแนวทางที่จะนำไปสู่การจัดตั้ง FTAAP และรายงานผลต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคในเดือนกันยายน 2007</li>
	<li>รับรองการจัดทำต้นแบบ (model measure) เพื่อเป็นแนวางสำหรับสมาชิกเอเปคในการเจรจาจัดทำ RTAs/FTAs จำนวน 6 เรื่องจาก 14 เรื่องประกอบด้วย Trade in Goods, Technical Barriers to Trade, Government Procurement, Transparency, Dispute Settlement และ Cooperation โดยข้อบทที่เหลือ 8 เรื่องให้ทำต่อไปในปีหน้า ซึ่งมีข้อบทที่เป็นข้อเสนอของไทยรวมอยู่ด้วยคือ SPS, Subsidies and Countervailing Measure และ Anti-Dumping</li>
	<li>รับรองกรอบการดำเนินงานสำหรับแผนปฏิบัติงานการอำนวยความสะดวกทางการค้าช่วงที่ 2 (Trade Facilitation Action Plan 2: TFAP2) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนในการทำธุรกรรมลงอีก 5 % ในปี 2010 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายละเอียด TFAP 2 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคในเดือนกรกฎาคม 2550 &nbsp;</li>
</ul>

<p><br />
<strong>พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 15 นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย&nbsp;ได้บรรลุผลที่สำคัญ ดังนี้</p>

<ul>
	<li>รับรองปฏิญญาของผู้นำฯ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน&nbsp;<br />
	และการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งปฏิญญาฯ ดังกล่าวมี 3 ส่วนหลักคือ
	<ul>
		<li>ยืนยันข้อผูกพันตาม United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) และหลักการสำคัญสำหรับการดำเนินการภายหลังข้อผูกพันระยะที่ 1 ของพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลงในปี 2012 กล่าวคือ ความครอบคลุมมิติต่างๆ การเคารพความของสภาวะแวดล้อมและศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศสมาชิก ความยืดหยุ่น บทบาทของเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานสะอาด การใช้ที่ดินและป่าไม้ การส่งเสริมการค้าการลงทุนเสรี และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ในการปรับตัวอย่างได้ผล</li>
		<li>สนับสนุนการดำเนินการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายหลังปี 2012 ในทุกระดับ</li>
		<li>วาระการดำเนินการร่วมกันของเอเปค เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดสัดส่วนของการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (energy intensity) ลงอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2030 การเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างน้อย 20 ล้านเฮกเตอร์ภายในปี 2020 การจัดตั้งเครือข่ายการจัดการและฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น</li>
	</ul>
	</li>
	<li>ออกแถลงการณ์แยก (stand-alone) เรื่อง การเจรจารอบโดฮา เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองผลักดันการเจรจา และเห็นว่า ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสั่งการให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่เจรจาบนพื้นฐานร่างเอกสารที่เสนอโดยประธารกลุ่มเจรจาการเข้าสู่ตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม</li>
	<li>รับรองรายงานการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้นในภูมิภาค (Regional Economic Integration)<br />
	โดยเห็นว่า เป้าหมายของเอเปคระยะสั้นคือ การส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี ระยะกลางคือการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ส่วนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia-Pacific : FTAAP) เป็นเป้าหมายระยะยาว โดยสมาชิกตกลงที่จะเร่งรัดความพยายามเพื่อลดอุปสรรคการค้าการลงทุน พัฒนาประสิทธิภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจของสมาชิก สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างภายในและส่งเสริมตลาดเงินของภูมิภาค</li>
	<li>รับรอง model measures เพิ่มอีก 3 เรื่องเพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการเจรจาจัดทำ RTAs/ FTAs ของสมาชิก ประกอบด้วย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และมาตรการสุขอนามัยและอนามัยพืช (SPS) โดยประเทศไทยเป็นผู้ยกร่างเรื่องหลังนี้</li>
</ul>

<p><br />
<strong>พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 กรุงลิม่า ประเทศเปรู ได้บรรลุผลที่สำคัญดังนี้</p>

<ul>
	<li>ออกแถลงการณ์แยก (stand-alone) เรื่องเศรษฐกิจโลก เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินโลก โดยการสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเงิน สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนและการบริโภค อีกทั้งให้การสนับสนุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และธนาคารเอกชน ให้เป็นแหล่งเงินทุนกับภาคธุรกิจรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อรักษาการค้าและการลงทุนให้อยู่ในภูมิภาค พร้อมทั้งสั่งการให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งการดำเนินการตามการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้นในภูมิภาค (Regional Economic Integration) รวมถึงเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia-Pacific : FTAAP) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว และเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิรูปโครงสร้างภายใน</li>
	<li>รับรองรายงานความคืบหน้าการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้นในภูมิภาค (Regional Economic Integration) ปี 2551 และแผนงานการดำเนินงานในปี 2552</li>
	<li>รับรอง model measures เพิ่มอีก 5 เรื่องเพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการเจรจาจัดทำ RTAs/ FTAs ของสมาชิก ประกอบด้วย นโยบายการแข่งขัน สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ มาตรการปกป้อง รวมถึงเรื่อง custom administration and trade facilitation ที่จัดทำโดย ABAC</li>
	<li>รับรองแผนปฏิบัติงานการอำนวยความสะดวกทางการลงทุน (Investment Facilitation Action Plan : IFAP) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคและการศึกษาข้อตกลงด้านการลงทุนทั้งที่เป็นทวิภาคีและที่มีอยู่ในข้อตกลงการค้าเสรีต่างๆ</li>
	<li>ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานตามมติผู้นำเอเปคเรื่องปฏิรูปโครงสร้างภายใน (Leader&rsquo;s Agenda to Implement Structural Reform : LAISR) ถือเป็นงานหลักที่จะเชื่อมโยงการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และความร่วมมือและช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและวิชาการ</li>
</ul>

<p><br />
<strong>พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ประเทศสิงคโปร์ ได้บรรลุผลที่สำคัญ ดังนี้</p>

<ul>
	<li>ยืนยันการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) ยังเป็นเป้าหมายระยะยาวของเอเปค และขณะนี้เอเปคควรมุ่งวางรากฐานการเปิดเสรีด้านอื่นๆ รวมทั้งการศึกษาในรายละเอียด ผลดีผลเสียของ FTAAP</li>
	<li>ตกลงให้สมาชิกเอเปคร่วมกันลดค่าใช้จ่าย เวลา และขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจลง โดยมีเป้าหมายร่วมกันให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ภายในปี 2011 และร้อยละ 25 ภายในปี 2015 ใน 5 สาขา ประกอบ ด้วย การเริ่มต้นธุรกิจ การขอสินเชื่อ การบังคับใช้สัญญา การค้าข้ามพรมแดน และการขอใบอนุญาต</li>
	<li>เห็นพ้องในการปรับกระบวนทัศน์ด้านการเจริญเติบโตของเอเปค (เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นอีกในอนาคต) ให้เน้นการเติบโตที่สมดุล (balanced) เท่าเทียม (inclusive) ยั่งยืน (sustainable)<br />
	และการเติบโตโดยใช้นวัตกรรม ความรู้ และเทคโนโลยี (Knowledge-based Growth) หรือที่เรียกว่า APEC Growth Strategy และมอบหมายให้สมาชิกไปจัดทำแผนงานในเรื่องนี้ในปี 2553</li>
	<li>เห็นพ้องการสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain connectivity) จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเปค ซึ่งผลการศึกษาของเอเปคพบว่า จุดอ่อนของความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคเอเปคพบมากใน 4 มิติหลัก ได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน นโยบายและกฎระเบียบ กระบวนการและขั้นตอนทางการค้า และปัญหาเชิงสถาบัน</li>
</ul>

<p><br />
<strong>พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010)</strong> การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 18 ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้บรรลุผลที่สำคัญดังนี้</p>

<ul>
	<li>รัฐมนตรีเอเปคออกแถลงการณ์แยก (Standalone Statement) เรื่องการสนับสนุนการเจรจารอบโดฮาและการต่อต้านการใช้มาตรการกีดกันเพื่อส่งสัญญาณการเมืองให้การเจรจารอบโดฮาสรุปผลได้ในปี 2011 และขยายเวลาการตกลงที่จะไม่ใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนใหม่ๆ ออกไปจนถึงปี 2013</li>
	<li>เห็นชอบรายงานการประเมินผลการบรรลุเป้าหมายการเปิดเสรีการค้าการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์ในปี 2010 (ปี 2020 สำหรับเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา) ของสมาชิกพัฒนาแล้ว 5 เขตเศรษฐกิจ (แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ) และสมาชิกกำลังพัฒนาที่อาสาเข้าร่วมประเมินผลในปีนี้อีก 8 เขตเศรษฐกิจ (ชิลี เปรู เม็กซิโก ฮ่องกง จีนไทเป เกาหลีใต้ สิงคโปร์และมาเลเซีย)</li>
	<li>เห็นพ้องว่าการจัดทำ FTAAP ควรใช้วิธีสร้าง building block จาก RTAs/FTAs ที่มีหรือกำลังดำเนินอยู่ เช่น TPP (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement), ASEAN+3 และ ASEAN+6 โดยเอเปคจะมีบทบาทเป็นที่บ่มเพาะทางความคิด (intellectual incubator) สำคัญของการเจรจาเหล่านี้ รวมถึงการเจรจา FTAAP หากจะมีขึ้นในอนาคต</li>
</ul>

<p></p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">สำนักยุทธศาสตร์การเจรจาการค้า</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p style="text-align: right;">กรกฎาคม 2554</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
