<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Press Relase]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/22</link>
<atom:link href="https://www.dtn.go.th/th/content/categories/index/id/22" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน’ มุ่งหน้าสร้างเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานภูมิภาคระยะยาว  ชี้! ร่วมมือพลังงาน-อาหารเป็นวาระเร่งด่วน เร่งปิดดีล DEFA เตรียมลงนามปลายปีนี้]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14745</link>
<guid isPermaLink="false">c10f3668d9a6033b3b147eeef21dc20c</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026051501d85cf2d06d234658462f0e2dde7af2141139.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&lsquo;<strong>พาณิชย์&rsquo; เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศ-พาณิชย์ วางแนวทางรับมือผลกระทบเศรษฐกิจภูมิภาคจากวิกฤตพลังงาน เส้นทางการค้าจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เห็นพ้องเร่งสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทานระยะยาว รับมือวิกฤตด้วยความมั่นคงพลังงาน-อาหาร-ห่วงโซ่อุปทาน พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว</strong><br />
ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยเศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่ดี คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ในปี 2569 สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวร้อยละ 3.2 สำหรับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคทั้งในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
ดร. กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนได้วางแนวทางรับมือต่อผลกระทบด้านพลังงานและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้าจำเป็นที่เป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะเน้นการสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตและความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพ เพิ่มการค้า-ลงทุนภายในอาเซียนให้สะดวกมากขึ้น และผันวิกฤตพลังงานเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและสีเขียวควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงพลังงาน โดยเฉพาะการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาคภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านความมั่นคงปิโตรเลียมให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว และเดินหน้าความร่วมมือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน ขณะเดียวกัน จะต้องเร่งสร้างความมั่นคงอาหารของอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากกลไกสำรองอาหารระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน เพื่อติดตามสถานการณ์ผลกระทบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
นอกจากนี้ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเสนอแนะการดำเนินการในมิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาคตอบสนองต่อผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48<br />
ดร. กิริฎา เสริมว่า ไทยได้นำการหารือในระดับนโยบาย เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นคงค้างสำคัญของการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) จนใกล้ได้ข้อสรุปทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถลงนามความตกลงฯ ได้ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนปลายปีนี้ &nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
15 พฤษภาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026051501d85cf2d06d234658462f0e2dde7af2141139.jpg' type='image/jpg' length='87271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ไทยผนึกกำลังอาเซียน’ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชูร่วมมือพลังงาน-อาหาร-ห่วงโซ่อุปทาน เสริมแกร่งการค้าภายใน ดันอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยของโลก ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14744</link>
<guid isPermaLink="false">7b5754da69aec99b36012a783e4f40b0</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202605154565d04f2bb10f9181488ca078ce82f3140708.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รับมือผลกระทบจากวิกฤตช่องแคปฮอร์มุซต่อเส้นทางน้ำมัน-พลังงาน ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงอาหารและปุ๋ย ค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ เห็นพ้องออกแถลงการณ์ร่วมมือด้านพลังงาน การเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามประเทศ ศึกษาแนวทางคลังน้ำมันสำรองร่วม ใช้ประโยชน์คลังข้าวฉุกเฉิน พร้อมรักษาตลาดที่เปิดกว้าง และผลักดันการเป็น &lsquo;ภูมิภาคที่ปลอดภัยท่ามกลางโลกที่ผันผวน&rsquo;</strong>&nbsp;<br />
ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ร่วมกับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและความเสี่ยงต่อผลผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาค อาทิ โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน (AFSIS) เพื่อเสริมระบบสำรองและการติดตามสถานการณ์ รวมถึงส่งเสริมเกษตรยั่งยืนเพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว&nbsp;<br />
ขณะเดียวกันจะศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค เร่งกระจายแหล่งพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาทิ โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (TAGP) ควบคู่กับการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน (APSA) และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ระยะปี 2569-2573 รวมถึงผันวิกฤตเป็นโอกาสใหม่ของพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว โดยไทยได้เสนอให้ยกระดับบทบาทของอาเซียนสู่การเป็น &lsquo;ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก&rsquo; ท่ามกลางความผันผวนในบริบทโลกปัจจุบัน โดยอาศัยการมีระบบการค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการงดเว้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกันประเทศสมาชิกจะต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรค และรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการค้า โดยจะเสนอแนวทางดังกล่าวต่อการประชุมผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคมนี้</p>

<p style="text-align: center;">---------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
11 พฤษภาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260515b6f0ff905a1b9e0ba57d6fa139e080e8140612.jpg' type='image/jpg' length='92164' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศุภจี ร่วมทีมไทยแลนด์ + เยือนสหรัฐฯ เข้าร่วม SelectUSA 2026  พร้อมหารือภาครัฐ–เอกชนสหรัฐฯ เดินหน้าขยายการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14728</link>
<guid isPermaLink="false">25eb6e1c89206a386e41d7a64b752a4d</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 15:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202605072b00caa19d4742a1e8f3096452060533150649.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ&rdquo;ทีมไทยแลนด์+&ldquo; ในระหว่างวันที่ 4 &ndash; 5 พฤษภาคม 2569 ว่า การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญและหารือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การเยือนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป</strong></p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ร่วมกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์+&rdquo; ผนึกกำลังระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหอการค้าไทย พร้อมนักธุรกิจชั้นนำของไทยเพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ สาขาพลังงาน เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนการลงทุนสำคัญของสหรัฐฯ<br />
ภายในงาน นางศุภจียังได้หารือกับผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในการอำนวยความสะดวกการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนจากหลายมลรัฐของสหรัฐฯ อาทิ Texas และ Utah ซึ่งเป็นแหล่งศักยภาพในการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่างแสดงความพร้อมในการรองรับการลงทุนจากไทยในระยะต่อไป</p>

<p style="text-align: justify;">นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงแผนการขยายการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการลงทุนจากไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่ากว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญ และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานดังกล่าวยังช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้เชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อขยายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต<br />
ภายหลังการเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 นางศุภจี ยังได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน &ndash; สหรัฐฯ หรือ U.S. &ndash; ASEAN Business Council (USABC) โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ต่อผู้นำภาคธุรกิจบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เชิญชวนเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food Innovation) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ ภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจในการขยายความร่วมมือและการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในสาขาที่ไทยและสหรัฐฯ มีศักยภาพและพร้อมส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร การท่องเที่ยวและโรงแรม ตลอดจนการเป็นหุ้นส่วนที่จะสนับสนุนความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตร่วมในภูมิภาค รวมถึงการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาเซียน ภาคเอกชนสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำ อาทิ กลุ่มเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต ได้แสดงความสนใจต่อทิศทางนโยบายของไทย โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยี ซึ่งนางศุภจีได้ชี้แจงถึงการดำเนินการสำคัญของรัฐบาล อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ การพัฒนาโครงการ skill bridge และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ<br />
นางศุภจี เสริมว่า ตนยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีมูลค่าสูงตามนโยบาย &ldquo;value over volume&rdquo; ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความพร้อมและมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ นางศุภจียังได้หารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Chamber of Commerce (USCC) โดยนางศุภจี กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย รวมถึงพัฒนาการของการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งนางศุภจี ได้ให้ความเชื่อมั่นกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เกี่ยวกับบทบาทเชิงรุกที่ไทยจะเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้คืบหน้าและมีข้อสรุปได้โดยเร็ว รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สมดุลและสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศนางศุภจี เสริมว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยังเห็นว่า ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นสาขาสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในระยะต่อไป<br />
นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือดังกล่าวมีบรรยากาศที่ดี โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ ตระหนักถึงความสำคัญของไทยในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐและสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลไทย และเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย&ndash;สหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต</p>

<p style="text-align: justify;">ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
07 พฤษภาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202605072b00caa19d4742a1e8f3096452060533150649.jpg' type='image/jpg' length='63059' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี‘ หารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พร้อมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน  เร่งสรุปผลเพื่อลดแรงกดดันมาตรการภาษี พร้อมพบ สว. แทมมี ดันขยายการค้า การลงทุนไทย–สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14727</link>
<guid isPermaLink="false">2341820f27156450095cd4056ef87168</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026050760d39d775746cb09b30e9c234155cdf7095424.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย</strong><br />
<br />
นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม พร้อมแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
นอกจากนี้ นางศุภจี เสริมว่า ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ ในประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน นางศุภจี ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง ได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
ในด้านกรอบเวลา นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต &nbsp;<br />
<br />
นอกจากนี้ นางศุภจี ได้เผยว่า นอกจากการมาครั้งนี้แล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย<br />
นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ยังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว<br />
ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กระทรวงพาณิชย์<br />
05 พฤษภาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026050760d39d775746cb09b30e9c234155cdf7095424.jpg' type='image/jpg' length='100130' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์-ผู้แทนการค้าไทย ถกหอการค้าไทย ก่อนเยือนสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้  ดันความร่วมมือการค้า-การลงทุน เพื่อผู้ประกอบการ-เกษตรกรไทย]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14713</link>
<guid isPermaLink="false">55ab7eaebbab92ccebdaecf084e4a67b</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260501b509cdc45165624e041f911774824260130855.jpg" style="width: 560px; height: 370px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าไทย โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริหารหอการค้าไทย เข้าร่วม ณ ห้องกิติยากรณ์วรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์</strong><br />
การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย&ndash;สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป (EU) และไทย&ndash;สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทยในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก<br />
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
01 พฤษภาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260501b509cdc45165624e041f911774824260130855.jpg' type='image/jpg' length='89734' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ศุภจี’ หารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ  พร้อมเร่งผลักดันความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐฯ และขยายการลงทุนในสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14701</link>
<guid isPermaLink="false">8abef2ae07fd68fa09c158bdf5458725</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.202604272711ec74fa89849c2eabd398ebdddd1a112816.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย เมื่อศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวนานและใกล้ชิดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 190 ปี&nbsp;<br />
<br />
รองนายกรัฐมนตรีฯ แจ้งว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสามารถมีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศในส่วนของประเด็นการไต่สวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า ไทยได้ชี้แจงข้อมูลอย่างรอบด้าน ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) และการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ(forced labor import ban) ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากเป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย<br />
พร้อมกันนี้ ไทยได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเปิดเผยถึงแผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ในต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำร่วมเดินทางด้วย โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการหารือกับ USABC USCC ที่เป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสำคัญที่ไทยมีความจำเป็นต้องใช้จากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร และสินค้าพลังงาน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้<br />
รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>

<p>ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
25 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202604272711ec74fa89849c2eabd398ebdddd1a112816.jpg' type='image/jpg' length='100344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘ปลัดพาณิชย์’ หารือรัฐมนตรีเศรษฐกิจรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี  ดันความร่วมมือการค้า-การลงทุน-เกษตรอัจฉริยะ เร่งรัดเจรจา FTA ไทย–EU]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14697</link>
<guid isPermaLink="false">e8c085f4095815638eab7afa73c0d02f</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260424bca9385aaa935ebd026beebe68e2478c143123.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>&lsquo;ปลัดกระทรวงพาณิชย์&rsquo; หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ มุ่งขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกัน พร้อมผลักดันเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลโดยเร็ว</strong><br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้พบหารือกับนางดาเนียลา ชมิทท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสนำคณะนักธุรกิจชาวเยอรมนีเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อแสวงหาโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาต่างๆ เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เป็นรัฐสำคัญที่มีขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของเยอรมนี มีสินค้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ ยาและเวชภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยานพาหนะเชิงพาณิชย์ และไวน์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้าน Smart Farming เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตร และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับภาคการเกษตร&nbsp;</p>

<p><br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ อุตสาหกรรมอาหารไทยกับไวน์ของรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ซึ่งไทยมีศักยภาพและรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตเป็นที่ตั้งของ<br />
สำนักงานใหญ่บริษัท BASF ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์อันดับหนึ่งของโลกที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำถึงเสถียรภาพของรัฐบาลไทยปัจจุบัน และศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความพร้อมในการเปิดรับการลงทุนจากเยอรมนี โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในสาขาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยา และยานยนต์ ซึ่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตมีความเชี่ยวชาญอีกด้วย&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร เสริมว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (European Unoin: EU) โดยไทยขอให้เยอรมนีช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สรุปผลได้โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่การขยายการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต นอกจากนี้ ได้เชิญเยอรมนีเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ งาน THAIFEX-ANUGA Asia ณ Impact เมืองทองธานี ในวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 และเยี่ยมชม Thai Pavilion ในงาน ANUGA 2027 ณ เมืองโคโลญ เยอรมนี ในช่วงเดือนตุลาคม 2570</p>

<p><br />
ทั้งนี้ เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเยอรมนี มีมูลค่า 11,602.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเยอรมนี มูลค่า 5,734.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเยอรมนี มูลค่า 5,868.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;"><br />
--------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
24 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260424bca9385aaa935ebd026beebe68e2478c143123.jpg' type='image/jpg' length='83511' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ จับมือพันธมิตร สร้างมาตรฐานสินค้าของดีเมืองมะขามหวาน ลุยตลาด FTA]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14639</link>
<guid isPermaLink="false">6d7464481b3e9b968be689cf4a0ff9f9</guid>
<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202604029cbdce3d85b8eac41d8e66d44bdf6da5145133.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p><strong>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จับมือ สสว. และ อย. ชี้ มาตรฐานสินค้าคือใบเบิกทางสู่ตลาดโลก ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการ เข้าถึงการสนับสนุนเงินทุน ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเด่นของจังหวัด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ หลังจบงานมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ทันที &nbsp;</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้นำทีมวิทยากรภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีหารือกับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสินค้ามะขาม ขิง อะโวคาโด ผักสด และสมุนไพรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี (ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์) ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยให้ความรู้เกี่ยวกับ FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร และมาตรฐานรับรองสินค้า โดยเฉพาะมาตรฐาน อย. ฮาลาล GAP และ GHPs ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ เกษตรกรที่ผลิตสินค้าในระดับต้นน้ำ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ และการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เป็นต้น เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการต่อไป &nbsp;<br />
<br />
นายธัชชญาน์พล กล่าวว่า กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานรับรอง &nbsp;มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาด พร้อมยกตัวอย่างมาตรการทางการค้าที่ทั้งไทยและประเทศคู่ค้าใช้ในการปกป้องตลาดของตนเอง โดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี เช่น แรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนความรู้ ทักษะ และเงินทุน สำหรับการพัฒนาธุรกิจจากโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ คือ เกษตรกรรับแหล่งเงินทุนจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือกองทุน คชก. จากกรมการค้าภายใน และกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร หรือกองทุน FTA จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สามารถเข้ารับแหล่งเงินทุนและความรู้จาก สสว. โดยเฉพาะโครงการ BDS (Business Development Service) ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดทำมาตรฐานรับรองสินค้า การตรวจวิเคราะห์สารหรือโภชนาการ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองว่าอยู่ในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขอรับการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดการค้า และภายหลังจากเกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับทราบข้อมูลจากงานสัมมนา มีผู้สนใจสมัครขอรับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าวทันที<br />
<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่าการเปิดเวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อม พัฒนาเป็นผู้ส่งออก ใช้เครื่องมือ FTA สร้างแต้มต่อ แข่งขันได้ในยุคการค้าเสรี และมีส่วนร่วมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดโลก รวมถึงนำสินค้าในพื้นที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก โดยกรมอาจพิจารณาจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA กับการส่งออก&rdquo; นายธัชชญาน์พล กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p style="text-align: center;">------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
2 เมษายน 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.202604029cbdce3d85b8eac41d8e66d44bdf6da5145133.jpg' type='image/jpg' length='78177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมรับมือการค้าโลกผันผวน  เน้นรักษาความมั่นคงพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตต่อเนื่อง ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14631</link>
<guid isPermaLink="false">014d590de84344a246d6c28db1dfb6e4</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 11:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2026033159d1a1902cf5b6b02d159b6121786657113823.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;"><b>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; </b><strong> ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน นัดแรกของปี 69 ยืนยันร่วมรับมือการค้าโลก ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยออกแถลงการณ์รัฐมนตรีเศรษฐกิจ มุ่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รักษาตลาดยึดมั่นกฎเกณฑ์การค้าที่เปิดกว้าง และเร่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวสูงกว่าโลก ไทยชี้ให้เสริมบทบาทอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ไว้วางใจได้&nbsp;</strong><br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยอาเซียนแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานโลก&nbsp;<br />
<br />
นายเอกฉัตร กล่าวว่า อาเซียนได้ออก &ldquo;แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน&rdquo; โดยจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยยังคงเป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันอาเซียนจะต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร และพลังงาน ผ่านโครงการ ASEAN Power Grid และ Trans-ASEAN Gas Pipeline รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน โดยได้รับรองเป้าหมายเศรษฐกิจของปี 2569 จำนวน 9 เรื่อง อาทิ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาสู่ตลาดดิจิทัลเพื่อปูทางสู่การเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่ของโลก การเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอาเซียนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาค และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน MSMEs ของอาเซียน<br />
<br />
นายเอกฉัตร กล่าวเสริมด้วยว่า เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 จะยังคงเติบโตประมาณร้อยละ 4.4&nbsp;สูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และแนวทางการรับมือ โดยชี้ให้เห็นว่า &ldquo;ความเชื่อมั่น&rdquo; จะเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนใหม่ในปัจจุบัน โดยจะต้องย้ำบทบาทของอาเซียนในฐานะ&ldquo;ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้&rdquo; สำหรับการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
31 มีนาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.2026033159d1a1902cf5b6b02d159b6121786657113823.jpg' type='image/jpg' length='277731' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม FTA ไทย–ออสเตรเลีย และการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ มุ่งกระชับความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-ออสเตรเลียทุกมิติ]]></title>
<link>https://www.dtn.go.th/th/content/categories/detail/id/22/iid/14630</link>
<guid isPermaLink="false">5f598765276cc680bdd44746e95f8c9e</guid>
<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20260331ef472ac39dfdd6335db6da9f206e5b3f113134.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 5 (5th Thailand-Australia Free Trade Agreement Joint Commission: TAFTA JC) และการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 (2nd Strategic Economic Dialogue) (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้ FTA ไทย-ออสเตรเลีย และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (หรือเซก้า) ที่ต่อยอดจาก FTA ดังกล่าว<br />
<br />
นางสาวโชติมาฯ กล่าวว่า ในการประชุม TAFTA JC ครั้งที่ 5 ไทยและออสเตรเลียได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการภายใต้ TAFTA ต่าง ๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของทั้งสองฝ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในฐานะคู่ภาคีของ FTA ที่มีผลใช้บังคับมาแล้วมากกว่า 20 ปี และเป็น FTA ฉบับแรก ๆ ของไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของความตกลงฉบับนี้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้าในยุคใหม่ต่อไป<br />
<br />
อีกทั้ง ในวันเดียวกัน ตนยังได้เข้าร่วมการประชุม SED ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้ MoU เซก้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณีภายใต้ TAFTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขาความร่วมมือ เช่น เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงาน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ประชุมฯ ได้แสดงความยินดีต่อผลสำเร็จของการดำเนินความร่วมมือตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และได้แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันต่อกระแสเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน เช่น การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับต่อความท้าทายในอนาคต<br />
<br />
นางสาวโชติมาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในระหว่างเดินทางเข้าร่วมการประชุมข้างต้น ตนมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Anoulack Chanthivong รัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรมและการค้าแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ และคณะผู้บริหารของหน่วยงานด้านการลงทุนของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Investment NSW) พร้อมกับนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ &nbsp; &nbsp; ณ นครซิดนีย์ ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ โดยได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจและสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การลงทุนที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญ ในภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐมนตรี Anoulack ยังได้ชักชวนการลงทุนจากไทยในออสเตรเลียด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงด้วย<br />
<br />
สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2568 ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 17,364.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 6,718.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 12,041.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 5,323.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ อนึ่ง การลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่มีการลงทุนของไทยในออสเตรเลีย เช่น เหมืองถ่านหิน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------------</p>

<p style="text-align: right;">กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
31 มีนาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.dtn.go.th/th/file/get/file/1.20260331ef472ac39dfdd6335db6da9f206e5b3f113134.jpg' type='image/jpg' length='215777' />
</item>
</channel>
</rss>
